• จากหนังสือที่เปลี่ยนชีวิต “The Mountain Is You”

    มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เกี่ยวกับคนหนึ่งที่ฝันอยากเป็นนักเขียน เขาพูดกับตัวเองทุกวันว่า “วันนี้ต้องเขียนให้ได้” แต่พอนั่งลงที่โต๊ะเขียน กลับไปเปิด Facebook, ดู YouTube, หรือหาธุระอื่นทำจนหมดวัน แล้วก็บ่นว่า “ทำไมเวลามันไม่พอเสียที”

    เรื่องราวแบบนี้คุ้นตาไหม? หรือบางทีคุณอาจจะเป็น…

    • คนที่ใกล้จะได้งานดี แต่กลับไปขาดสัมภาษณ์งาน
    • คนที่กำลังจีบใครสักคน แต่พอเขาเริ่มใส่ใจ กลับผลักเขาออกไป
    • คนที่เริ่มออกกำลังกายได้สม่ำเสมอ แต่พอเห็นผลดีๆ กลับหยุดทำทันที

    หนังสือ “The Mountain Is You: Transforming Self-Sabotage Into Self-Mastery” ของ Brianna Wiest บอกเราว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความบังเอิญ หรือเรื่องไม่มีเหตุผล แต่มันคือสิ่งที่เรียกว่า “การทำลายตัวเอง” หรือ Self-Sabotage

    ภูเขาที่อยู่ในใจเรา

    ผู้เขียนเปรียบเทียบปัญหาในใจเราเหมือนภูเขาใหญ่ที่กีดขวางทาง ซึ่งภูเขาลูกนี้ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ข้างนอก แต่มันอยู่ในตัวเราเอง มันถูกสร้างขึ้นมาจากความกลัว ความเจ็บปวด และความเชื่อผิดๆ ที่เราสะสมมาตลอดชีวิต

    เหมือนเด็กคนหนึ่งที่เคยถูกครูด่าว่า “เขียนหนังสือไม่เป็น” เมื่อโตขึ้นก็จะกลัวการเขียน แม้ว่าความสามารถจริงๆ อาจจะดีมากก็ตาม หรือคนที่เคยโดนแฟนเก่าทิ้ง ก็จะกลัวความรักใหม่ แม้ว่าคนใหม่จะดีจริงๆ ก็ตาม

    เมื่อตัวเราเองกลายเป็นศัตรู

    Brianna Wiest อธิบายว่า การทำลายตัวเองมีหลายรูปแบบ บางครั้งเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเรากำลังทำลายตัวเอง

    1. การเลื่อนเวลา (Procrastination)

    เอาเรื่องการเขียนมาเป็นตัวอย่าง หลายคนบอกว่า “รอให้มีแรงบันดาลใจก่อน” หรือ “รอให้อารมณ์ดีก่อน” แต่ความจริงแล้ว เราแค่กลัวที่จะเริ่ม กลัวว่าสิ่งที่เขียนออกมาจะไม่ดี

    มีนักเขียนคนหนึ่งเล่าว่า เขาเคยใช้เวลา 3 ชั่วโมงในการจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย ก่อนจะเริ่มเขียน แล้วพอจัดเสร็จ เหลือเวลาเพียง 30 นาที ก็บอกตัวเองว่า “เวลาไม่พอแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเขียน”

    2. การหนีจากโอกาสดี

    มีคนหนึ่งได้รับเชิญให้ไปสัมภาษณ์งานที่ฝันมาตลอด แต่คืนก่อนหน้า กลับไปดื่มเหล้าจนเมาหนัก ตื่นมาสายและพลาดการสัมภาษณ์ เขาไม่ได้ทำเพราะไม่อยากได้งานนั้น แต่เพราะกลัวว่า ถ้าไปแล้วไม่ผ่าน จะเสียใจมาก ดังนั้นการไม่ไปเลย จึงดูเป็นทางเลือกที่ “ปลอดภัย” กว่า

    3. การผลักคนดีออกไป

    เรื่องนี้เจอบ่อยในเรื่องความรัก หลายคนที่เคยถูกทำร้าย จะมีความเชื่อว่า “คนดีๆ ไม่มีทางรักเราจริงๆ หรอก” เลยจะทำให้คนที่ดีจริงๆ ห่างออกไป โดยการ

    • หาเรื่องทะเลาะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
    • เก็บตัว ไม่ติดต่อกลับ
    • ไปสนใจคนอื่นให้เขาเห็น
    • บอกว่าอยากเป็นเพื่อนดีกว่า

    ทำไมเราถึงทำลายตัวเอง?

    หนังสืออธิบายว่า มีสาเหตุหลักอยู่ 4 ข้อ:

    1. ความกลัวการเปลี่ยนแปลง

    แม้ว่าชีวิตปัจจุบันจะไม่ดี แต่มันคุ้นเคย เราก็เลยไม่กล้าเสี่ยงที่จะเปลี่ยน เหมือนคนที่อยู่ในงานที่เกลียด แต่ไม่กล้าลาออก เพราะกลัวว่าจะหางานใหม่ไม่ได้

    2. ความกลัวความสำเร็จ

    ฟังแล้วอาจจะแปลก แต่หลายคนกลัวความสำเร็จจริงๆ เพราะ:

    • กลัวว่าถ้าสำเร็จแล้ว จะต้องรับผิดชอบมากขึ้น
    • กลัวว่าคนรอบข้างจะคาดหวังมากเกินไป
    • กลัวว่าจะรักษาระดับความสำเร็จไม่ได้

    มีนักธุรกิจคนหนึ่งเล่าว่า ทุกครั้งที่ธุรกิจเริ่มดี เขากลับจะทำสิ่งที่ทำลายมันทิ้ง เช่น ไปกู้เงินมาลงทุนในเรื่องที่เสี่ยงเกินไป หรือไปทะเลาะกับลูกค้าสำคัญ

    3. ความเชื่อว่าตัวเองไม่สมควร

    หลายคนถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า “เราไม่ดีพอ” “เราไม่สมควรได้รับสิ่งดีๆ” ทำให้เมื่อมีสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต จิตใต้สำนึกจะขับไล่มันออกไป

    4. การติดอยู่กับอดีต

    บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตในการพิสูจน์ว่า โลกมันร้าย คนมันไม่ดี หรือชีวิตมันไม่ยุติธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับประสบการณ์เจ็บปวดในอดีต

    การเปลี่ยนภูเขาให้เป็นบันได

    แล้วเราจะเอาชนะตัวเองได้อย่างไร? หนังสือให้วิธีที่เรียบง่าย แต่ต้องใช้ความอดทน

    ขั้นที่ 1: รู้จักตัวเอง

    เริ่มจากการสังเกตพฤติกรรมตัวเอง เวลาที่เราทำลายตัวเอง มักจะเกิดขึ้นในสถานการณ์แบบไหน? เช่น

    • ก่อนจะมีโอกาสดีๆ เกิดขึ้น
    • เมื่อใครสักคนเริ่มเข้ามาใกล้ชิด
    • ตอนที่กำลังจะประสบความสำเร็จ

    ลองเขียนบันทึกดูสิ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำสิ่งที่ไม่ดีต่อตัวเอง

    ขั้นที่ 2: เข้าใจเหตุผล

    หาสาเหตุที่แท้จริงว่า ทำไมเราถึงทำแบบนั้น อย่าตอบแบบผิวเผิน เช่น “เพราะขี้เกียจ” หรือ “เพราะไม่มีเวลา”

    ให้ขุดลึกไปหาความรู้สึกที่แท้จริง เช่น:

    • “ฉันกลัวว่าถ้าทำแล้วไม่สำเร็จ จะผิดหวัง”
    • “ฉันกลัวว่าถ้าสำเร็จแล้ว เพื่อนๆ จะอิจฉา”
    • “ฉันเชื่อว่าตัวเองไม่สมควรได้รับสิ่งดีๆ”

    ขั้นที่ 3: ท้าทายความเชื่อเก่า

    เมื่อรู้แล้วว่าเราเชื่ออะไร ให้ลองถามตัวเองว่า ความเชื่อนี้จริงหรือเปล่า?

    • “จริงหรอว่า ถ้าเราสำเร็จ เพื่อนจะอิจฉา? แล้วถ้าอิจฉาจริง เขายังนับเป็นเพื่อนที่ดีไหม?”
    • “จริงหรอว่า เราไม่สมควรได้รับสิ่งดีๆ? ทำไมคนอื่นสมควร แต่เราไม่สมควร?”
    • “จริงหรอว่า การไม่ลองจะดีกว่าการลองแล้วผิดหวัง?”

    ขั้นที่ 4: สร้างความเชื่อใหม่

    แทนที่ความคิดเก่าด้วยความคิดใหม่ที่สร้างสรรค์มากกว่า เช่น:

    • “ฉันสมควรได้รับสิ่งดีๆ เหมือนคนอื่น”
    • “ความผิดหวังเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้”
    • “คนที่รักเราจริงจะดีใจกับความสำเร็จของเรา”

    ขั้นที่ 5: ลงมือทำทีละน้อย

    อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตในวันเดียว เริ่มจากสิ่งเล็กๆ เช่น:

    • ถ้าเคยเลื่อนการทำงาน ลองตั้งเวลา 15 นาทีในการทำงานสำคัญก่อนทำอะไรอื่น
    • ถ้าเคยหนีจากโอกาส ลองรับโอกาสเล็กๆ ที่ไม่เสี่ยงมาก
    • ถ้าเคยผลักคนดีออกไป ลองพูดขอบคุณเมื่อมีคนทำดีกับเรา

    เรื่องจริงของการเปลี่ยนแปลง

    มีผู้หญิงคนหนึ่งเล่าเรื่องตัวเองว่า เธอเคยเป็นคนที่ทำลายความสัมพันธ์ทุกครั้งที่เริ่มจริงจัง เธอจะหาข้ออ้างต่างๆ เช่น “เขาน่าเบื่อ” “เราไม่เหมาะกัน” หรือไม่ก็ไปสนใจคนอื่น

    จนวันหนึ่ง เธอพบว่า ทุกครั้งที่เธอทำแบบนี้ มันจะเกิดขึ้นหลังจากที่แฟนพูดว่า “รักเธอ” หรือเริ่มวางแผนอนาคตด้วยกัน

    เธอเริ่มเข้าใจว่า เหตุผลที่แท้จริงคือ เธอกลัวการถูกทิ้ง เพราะพ่อของเธอทิ้งแม่ไปตอนเธออายุ 8 ขวบ เธอเลยคิดว่า “แทนที่จะรอให้เขาทิ้งเรา ทิ้งเขาก่อนดีกว่า”

    เมื่อเข้าใจแล้ว เธอเริ่มต่อสู้กับความรู้สึกนี้ ทุกครั้งที่อยากหนี เธอจะบอกตัวเองว่า “นี่คือความกลัว ไม่ใช่ความจริง” และให้โอกาสความสัมพันธ์อีกครั้ง

    ผลลัพธ์? เธอแต่งงานกับคนๆ นั้นแล้ว และมีความสุขมาก

    เมื่อภูเขากลายเป็นบันได

    หนังสือบอกว่า เมื่อเราเริ่มเข้าใจและเปลี่ยนแปลงตัวเอง สิ่งที่เคยเป็นอุปสรรค จะกลายเป็นจุดแข็งของเรา

    คนที่เคยกลัวการถูกปฏิเสธ อาจจะกลายเป็นคนที่กล้าเสนอไอเดียใหม่ๆ เพราะเข้าใจว่าการถูกปฏิเสธไม่ได้หมายความว่าเราไม่ดี

    คนที่เคยกลัวความสำเร็จ อาจจะกลายเป็นคนที่ใช้ความสำเร็จเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น

    คนที่เคยทำลายความสัมพันธ์ อาจจะกลายเป็นคนที่เข้าใจในการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง

    ข้อจำกัดและความท้าทาย

    แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย หนังสือยอมรับว่า:

    • ใช้เวลา: การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ฝังลึกใช้เวลานานกว่าที่คิด บางทีต้องหลายเดือน หรือหลายปี
    • มีขึ้นลง: จะมีวันที่เราทำได้ดี และวันที่ถอยกลับไปทำผิดเหมือนเดิม นี่เป็นเรื่องปกติ
    • ต้องการการสนับสนุน: บางครั้งเราต้องการคนที่เข้าใจ หรือผู้เชี่ยวชาญช่วย

    แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าเลิกพยายาม เพราะทุกครั้งที่เราลองใหม่ เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่เกี่ยวกับตัวเอง

    บทเรียนสำคัญ

    จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ เราได้เรียนรู้ว่า:

    1. ตัวเราเองคือทั้งปัญหาและคำตอบ – เราสร้างภูเขาขึ้นมาเอง แต่เราก็สามารถปรับมันให้เป็นบันไดได้เช่นกัน
    2. การทำลายตัวเองเป็นกลไกป้องกัน – แม้ว่ามันจะดูไม่สมเหตุสมผล แต่จิตใต้สำนึกเชื่อว่ามันช่วยป้องกันเราจากความเจ็บปวด
    3. การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากการตระหนักรู้ – เมื่อเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร ทำไมเราถึงทำ เราก็จะควบคุมมันได้
    4. ความอดทนคือกุญแจสำคัญ – อย่าคาดหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงได้ทันที การเจริญเติบโตต้องใช้เวลา
    5. ความรักตัวเองเป็นพื้นฐาน – เราต้องเชื่อว่าตัวเองสมควรได้รับสิ่งดีๆ ก่อนที่จะยอมให้สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต

    เส้นทางสู่การเป็นเจ้านายตัวเอง

    “The Mountain Is You” ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่เป็นคู่มือการเปลี่ยนแปลงชีวิต มันบอกเราว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตไม่ใช่สิ่งที่อยู่ข้างนอก แต่เป็นสิ่งที่อยู่ข้างใน

    แต่เมื่อเราเอาชนะภูเขาในใจได้ เราก็จะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น มั่นใจขึ้น และมีความสุขมากขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันเป็นไปได้ และมันคุ้มค่า เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราจะได้เป็นเจ้านายของชีวิตตัวเอง แทนที่จะเป็นเหยื่อของความกลัวและความเจ็บปวดในอดีต

    ดังนั้น ถ้าวันนี้คุณรู้สึกว่ามีสิ่งอะไรกีดขวางความสำเร็จหรือความสุขของคุณ ลองหยุดแป่วสงสัยว่า บางทีสิ่งนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่อยู่ข้างนอก แต่เป็นภูเขาที่อยู่ในใจของคุณเอง

    และจำไว้ว่า คุณคือคนเดียวที่สามารถปีนภูเขาลูกนั้นขึ้นไปได้ เพื่อเปลี่ยนมันให้กลายเป็นจุดชมวิวที่สวยงามของชีวิตคุณเอง

    #hrรีพอร์ต

  • มีเรื่องเล่าของนักเขียนคนหนึ่ง เขาเพิ่งเริ่มเขียนหนังสือได้ไม่นาน แต่กลับไปอวดเพื่อนๆ ว่าเขากำลังเขียนหนังสือที่จะดังมากแน่นอน เขาใช้เวลาไปกับการคุยเรื่องความฝันมากกว่าการนั่งเขียนจริงๆ ผลสุดท้าย หนังสือไม่เสร็จสักที เพราะเขาติดกับดักของ “อีโก้” อย่างไม่รู้ตัว

    นี่คือเรื่องเล่าที่ Ryan Holiday นำมาเป็นตัวอย่างในหนังสือ “Ego Is the Enemy” เพื่อบอกเราว่า ความหยิ่งยโสและการคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด มันคือศัตรูตัวร้ายที่คอยทำลายเราในทุกช่วงชีวิต

    อีโก้คืออะไร และทำไมมันถึงอันตราย

    อีโก้ไม่ใช่แค่การอวด หรือการโอ่อ่า แต่มันคือความรู้สึกที่ทำให้เราคิดว่า “เราเก่งกว่าคนอื่น” “เราสมควรได้รับสิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องทำอะไรมาก” หรือ “เราไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมแล้ว”

    ลองนึกดูคนที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ แล้วไปทำงาน เขาอาจคิดว่าความรู้ที่ได้จากมหาวิทยาลัยเพียงพอแล้ว ไม่ต้องฟังคำแนะนำจากเพื่อนร่วมงานที่อาวุโสกว่า เพราะ “เขาเรียนมาใหม่ๆ ความรู้ล้ำสมัยกว่า” นี่คือตัวอย่างของอีโก้ที่ทำลายโอกาสเรียนรู้

    Holiday เล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกของการเป็นนักเขียน เขาก็เคยติดกับดักนี้เหมือนกัน เขาคิดว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษ ไม่ต้องเรียนรู้จากใคร แต่เมื่อได้เจอกับ Robert Greene ผู้เขียนหนังสือ “48 Laws of Power” ที่เป็นพี่เลี้ยง เขาถึงได้เรียนรู้ว่า การยอมรับว่าตัวเองยังไม่รู้อะไรเลย นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการเติบโต

    เมื่อเรากำลังใฝ่ฝัน

    เวลาที่เรามีความฝัน อีโก้จะเข้ามาหลอกให้เราคิดว่า การมีความฝันอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว เราจะชอบเล่าความฝันให้คนอื่นฟัง มากกว่าการลงมือทำจริงๆ

    มีการศึกษาที่น่าสนใจ คือ เมื่อเราบอกคนอื่นเกี่ยวกับเป้าหมายของเรา สมองจะคิดว่าเราทำสำเร็จแล้ว และลดแรงจูงใจในการทำจริง นี่คือเหตุผลที่ Holiday บอกว่า “เงียบๆ ทำไป”

    เขายกตัวอย่างของ Bill Belichick โค้ชทีม New England Patriots ที่มีชื่อเสียงเรื่องการไม่ค่อยให้สัมภาษณ์หรือโอ่อ่า เขามุ่งเน้นที่การเตรียมทีมและการทำงานเท่านั้น ผลลัพธ์คือ ทีมของเขาชนะ Super Bowl หลายครั้ง

    สิ่งที่เราควรทำในช่วงนี้:

    หยุดพูด เริ่มทำ – แทนที่จะไปเล่าแผนการให้คนอื่นฟัง ให้เอาเวลานั้นไปทำจริงๆ ดีกว่า ถ้าเราฝันอยากเป็นนักเขียน ก็นั่งเขียนทุกวัน ไม่ใช่ไปเล่าให้คนฟังว่าเรากำลังเขียนหนังสือ

    หาคนที่เก่งกว่าเราไปเรียนรู้ – อีโก้จะทำให้เราไม่อยากยอมรับว่าใครเก่งกว่าเรา แต่ความจริงคือ เรายังมีอีกเยอะที่ต้องเรียนรู้ ลองหาพี่เลี้ยงหรือคนที่เก่งในสิ่งที่เราอยากทำ แล้วไปเรียนรู้จากเขา

    มุ่งเน้นที่กระบวนการ ไม่ใช่ผลลัพธ์ – แทนที่จะคิดแต่ว่าจะดังหรือรวยแค่ไหน ให้มาเน้นที่การทำงานวันต่อวัน ถ้าอยากเป็นนักออกแบบ ให้ฝึกฝนทุกวัน ไม่ใช่คิดแต่เรื่องจะมีลูกค้าเยอะแค่ไหน

    เมื่อเราประสบความสำเร็จ

    นี่คือช่วงที่อันตรายที่สุด เพราะเมื่อเราเริ่มประสบความสำเร็จ อีโก้จะกระซิบว่า “เห็นมั้ย เราเก่งจริงๆ” “ตอนนี้เราไม่ต้องทำอะไรมากแล้ว” หรือ “เราเก่งกว่าคนอื่นแล้ว ไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่ม”

    Holiday เล่าเรื่องของ Howard Hughes นักธุรกิจและนักบินที่มีชื่อเสียงในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ช่วงแรกเขาประสบความสำเร็จมาก ทั้งในธุรกิจภาพยนตร์และการบิน แต่ความสำเร็จทำให้เขาหยิ่งยโส คิดว่าตัวเองเก่งที่สุด ไม่ฟังใครเลย ผลสุดท้าย เขาเป็นโรคจิตและตายอย่างเหงาๆ

    หรือลองดูตัวอย่างใกล้ตัว คนที่ทำธุรกิจออนไลน์แล้วประสบความสำเร็จในช่วงแรก อาจจะคิดว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจตัวจริงแล้ว เลิกศึกษาเทรนด์ใหม่ๆ เลิกฟังลูกค้า ผลลัพธ์คือ เมื่อตลาดเปลี่ยน เขาก็ล้มเหลวลง

    สิ่งที่เราควรทำเมื่อประสบความสำเร็จ:

    ยังคงเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง – ความสำเร็จไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีอะไรต้องเรียนแล้ว โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าเราหยุดเรียนรู้ เราจะตกยุคทันที

    รู้จักควบคุมตัวเอง – เมื่อมีเงิน มีชื่อเสียง เราต้องระวังอย่าให้สิ่งเหล่านี้ควบคุมเรา แทนที่เราจะควบคุมมัน การใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยหรือการแสดงออกอย่างเย่อหยิ่ง อาจทำลายสิ่งที่เราสร้างมาได้

    จำไว้ว่าโชคก็เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ – ไม่ใช่ทุกอย่างเกิดจากความสามารถของเราเพียงอย่างเดียว บางครั้งเราก็โชคดี บางครั้งสถานการณ์เอื้อ การรู้จักขอบคุณและถ่อมใจจะช่วยให้เราไม่หลงตัวเอง

    เมื่อเราล้มเหลว

    ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิต แต่อีโก้จะทำให้เราไม่สามารถรับมือกับมันได้ดี เราจะโทษคนอื่น โทษสถานการณ์ โกรธโมโห แต่ไม่เคยมองตัวเอง

    Holiday เล่าเรื่องของตัวเขาเอง เมื่อหนังสือเล่มแรกไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง เขาโกรธ โทษสำนักพิมพ์ โทษตลาด โทษทุกคนยกเว้นตัวเอง แต่เมื่อเขาหยุดโทษใครแล้วมาดูตัวเอง เขาถึงได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ทำผิดคืออะไร และหนังสือเล่มต่อไปก็ประสบความสำเร็จ

    มีเรื่องเล่าของ Steve Jobs ด้วย เมื่อเขาถูกไล่ออกจาก Apple ในปี 1985 เขาอาจจะโกรธและเสียใจมาก แต่เขาไม่ได้หยุดแค่นั้น เขาไปตั้ง NeXT และซื้อ Pixar ทั้งสองบริษัทประสบความสำเร็จ และในที่สุดเขาก็กลับมาที่ Apple และทำให้บริษัทเติบโตเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก

    สิ่งที่เราควรทำเมื่อล้มเหลว:

    ยอมรับความผิดพลาด – หยุดหาคนโทษ เริ่มดูว่าเราทำอะไรผิด การยอมรับความผิดพลาดเป็นก้าวแรกของการแก้ไข

    เรียนรู้จากความผิดพลาด – ทุกความล้มเหลวมีบทเรียน ถ้าธุรกิจล้มเหลว อาจเป็นเพราะเราไม่เข้าใจลูกค้า หรือเลือกตลาดผิด การเรียนรู้นี้จะทำให้เราไม่ทำผิดซ้ำ

    เริ่มต้นใหม่ด้วยความถ่อมใจ – ความล้มเหลวทำให้เราได้กลับมาเป็นมือใหม่อีกครั้ง และนั่นไม่ใช่เรื่องแย่ เพราะมันทำให้เราได้เรียนรู้อย่างที่เราไม่เคยทำตอนประสบความสำเร็จ

    เทคนิคในการควบคุมอีโก้

    Holiday แนะนำเทคนิคหลายอย่างที่จะช่วยให้เราควบคุมอีโก้ได้:

    การทำสมาธิ – การนั่งสมาธิทำให้เราได้รู้จักตัวเอง เห็นความคิดที่เกิดขึ้น รวมถึงความคิดที่มาจากอีโก้ด้วย เมื่อเราเห็นมัน เราก็จะควบคุมมันได้

    การเขียนไดอารี่ – การเขียนบันทึกทำให้เราได้สะท้อนตัวเอง ดูว่าวันนี้เราทำอะไรดี ทำอะไรไม่ดี อีโก้เข้ามาแทรกแซงตัวเราบ้างไหม

    การหาพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษา – คนที่อยู่ภายนอกจะเห็นจุดบอดของเราได้ดีกว่าตัวเราเอง การมีคนคอยเตือนเวลาที่เราเริ่มหลงตัวเองจึงสำคัญมาก

    การอ่านประวัติศาสตร์ – การอ่านเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวในอดีต จะทำให้เราเห็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำๆ และเรียนรู้จากความผิดพลาดของเขา

    บทเรียนจากชีวิตจริง

    ลองมาดูตัวอย่างของคนที่ควบคุมอีโก้ได้ดี:

    Warren Buffett นักลงทุนที่รวยที่สุดในโลก แต่ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันมาหลายสิบปี ยังคงขับรถเก่า และยังคงเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เขาอ่านหนังสือและรายงานบริษัทวันละหลายชั่วโมง แม้ในวัย 90 กว่าปีแล้ว

    Kobe Bryant นักบาสเกตบอลที่มีชื่อเสียง แม้จะเป็นซุปเปอร์สตาร์แล้ว แต่ยังคงฝึกซ้อมหนักกว่าใคร ตื่นตี 4 มาฝึกซ้อม เพราะเขารู้ว่าความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้รับประกันความสำเร็จในวันพรุ่งนี้

    ในขณะที่มีคนอีกมากมายที่ประสบความล้มเหลวเพราะอีโก้ เช่น บริษัทใหญ่ๆ ที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง เพราะคิดว่าวิธีเก่าของตัวเองเป็นวิธีที่ดีที่สุด หรือผู้นำที่ไม่ฟังความเห็นของคนในทีม เพราะคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง

    ทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงสำคัญ

    ในยุคสมัยนี้ที่โซเชียลมีเดียทำให้เราติดกับดักของการเปรียบเทียบและการแสดงออก หนังสือ “Ego Is the Enemy” ให้บทเรียนที่สำคัญมาก

    เราอาศัยอยู่ในโลกที่ทุกคนแสดงแต่ด้านดีของตัวเองบน Instagram หรือ Facebook ทำให้เราคิดว่าคนอื่นประสบความสำเร็จง่ายๆ และเราควรประสบความสำเร็จเหมือนกันโดยไม่ต้องทำอะไรมาก

    แต่ความจริงคือ ความสำเร็จต้องใช้เวลา ความอดทน และความถ่อมใจ สิ่งที่เราเห็นบนโซเชียลมีเดียเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของภาพรวม

    Holiday สอนให้เรากลับมามุ่งเน้นที่กระบวนการ มุ่งเน้นที่การเรียนรู้ และมุ่งเน้นที่การพัฒนาตัวเอง แทนที่จะไปแข่งขันกับคนอื่นหรือแสดงออกให้คนอื่นดู

    อีโก้คือศัตรู แต่เราสามารถเอาชนะมันได้

    หนังสือ “Ego Is the Enemy” ไม่ได้สอนให้เราไม่มีความมั่นใจในตัวเอง แต่สอนให้เราแยกแยะระหว่าง “ความมั่นใจ” กับ “ความยโส”

    ความมั่นใจทำให้เรากล้าลองสิ่งใหม่ กล้าเผชิญกับความท้าทาย แต่ความยโสทำให้เราคิดว่าไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องเรียนรู้ และไม่ต้องฟังใคร

    การเอาชนะอีโก้ไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นการต่อสู้ที่ต้องทำทุกวัน ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าเราจะกำลังใฝ่ฝัน กำลังประสบความสำเร็จ หรือกำลังล้มเหลว

    สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องจำไว้เสมอว่า ยังมีอีกเยอะที่เราไม่รู้ ยังมีอีกเยอะที่เราต้องเรียนรู้ และยังมีอีกเยอะที่เราต้องปรับปรung การคิดแบบนี้จะทำให้เรายังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

    ดังที่ Holiday เขียนไว้ในหนังสือ: “อีโก้คือศัตรู แต่มันไม่ใช่ศัตรูที่เราไม่สามารถเอาชนะได้ เราแค่ต้องรู้จักมันให้ดี และเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับมันทุกวัน”

    นี่คือบทเรียนที่ไม่ได้มีเฉพาะในหนังสือเท่านั้น แต่เป็นบทเรียนที่เราสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ทุกวัน ไม่ว่าเราจะเป็นนักเรียน พนักงาน นักธุรกิจ หรือคนที่กำลังตามหาความฝันของตัวเอง

    #hrรีพอร์ต

  • ชายผู้ท้าทายกติกา

    นับตั้งแต่เด็กๆ เราถูกสอนให้เดินตามเส้นทางที่สังคมวางไว้ให้: “เรียนจบ หางาน แต่งงาน แล้วก็ทำงานไปจนเกษียณ” แต่ถ้าบอกว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคนล่ะ? ถ้าบอกว่าความสำเร็จที่แท้จริงมาจากการสร้างเส้นทางของตัวเอง?

    Jack M. Cohen เป็นคนหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเป็น “iconoclast” หรือคนที่ท้าทายกติกาเก่า สามารถนำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนได้จริง หลังจากผ่านประสบการณ์มากกว่า 43 ปีในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เขาได้รวบรวมประสบการณ์และบทเรียนเหล่านั้นมาเป็นหนังสือ “The Freedom Frameworks: Infinite Possibilities to Achieve Career Independence On Your Own Terms”

    หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าของความสำเร็จ แต่เป็นแผนที่นำทางสำหรับคนที่ต้องการสร้างอาชีพและชีวิตที่มีอิสรภาพอย่างแท้จริง

    ไม่มีสูตรสำเร็จ

    Jack เริ่มต้นด้วยการทำลายภาพลวงตาที่หลายคนเชื่อ นั่นคือ การมีอยู่ของ “สูตรสำเร็จวิเศษ” เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่มีสูตรสำเร็จ แค่การผสมผสานของการทำงานหนัก การตัดสินใจที่ดี และการเคารพตัวเองและคนรอบข้าง”

    แต่สิ่งที่ทำให้ Jack โดดเด่นคือ เขาไม่ได้หยุดอยู่แค่คำพูดสวยๆ เขาแบ่งปันมากกว่า 60 “Freedom Frameworks” หรือกรอบการคิดที่เขาใช้ในการตัดสินใจตลอดอาชีพการงานของเขา

    ลองนึกภาพดู เมื่อ Jack เริ่มต้นอาชีพ บริษัทของเขาผลิตสินเชื่อเพียง 200 ล้านดอลลาร์ แต่ด้วยการใช้กรอบการคิดเหล่านี้ เขาสามารถพาบริษัทเติบโตไปจนถึง 6 พันล้านดอลลาร์ในการออกสินเชื่อ และ 35 พันล้านดอลลาร์ในการบริหารสินเชื่อ

    หลักการ “Be. Do. Have.”

    หนึ่งในกรอบการคิดที่สำคัญที่สุดที่ Jack แบ่งปันคือหลักการ “Be. Do. Have.” ซึ่งเป็นปรัชญาชีวิตที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง:

    BE (เป็น): เป็นตัวเองให้เต็มที่ อย่าพยายามเป็นคนอื่น เพราะความเป็นเอกลักษณ์ของคุณคือจุดเด่นที่ใครไม่มี

    DO (ทำ): ทำสิ่งที่คุณถนัดหรือสนใจจริงๆ เพราะเมื่อคุณรักในสิ่งที่ทำ การทำงานจะกลายเป็นความหลงใหลมากกว่าภาระ

    HAVE (มี): มีความสุขในการดำเนินชีวิตทั้งด้านงานและส่วนตัว ความสำเร็จที่แท้จริงคือการสร้างสมดุลที่ทำให้คุณมีชีวิตที่สมบูรณ์

    ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นคนที่ชอบเขียน (BE) แทนที่จะบังคับตัวเองทำงานขายที่ไม่ชอบ คุณควรหาทางทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียน (DO) ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนเนื้อหา นักเขียนโฆษณา หรือแม้แต่การเขียนบล็อก เพื่อให้คุณได้ความสุขและรายได้ในเวลาเดียวกัน (HAVE)

    ความสำเร็จไม่ได้เป็นเส้นตรง

    หนึ่งในข้อความสำคัญที่ Jack ต้องการสื่อคือ “เส้นทางสู่ความสำเร็จในการทำงานไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรง บางครั้งมันเป็นเส้นทางซิกแซก!”

    เขายกตัวอย่างจากประสบการณ์ตัวเองว่า ตลอด 43 ปีของการทำงาน เขาไม่ได้เดินหน้าไปข้างหน้าแบบตรงไปตรงมาเสมอ บางครั้งต้องถอยหลัง บางครั้งต้องเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา แต่สิ่งสำคัญคือเขารู้ว่าตัวเองจะไปที่ไหน

    นี่คือสิ่งที่หลายคนมองข้าม พวกเราถูกสอนให้คิดว่าการเปลี่ยนงาน การเปลี่ยนสาขา หรือการเริ่มต้นใหม่คือสิ่งไม่ดี แต่ Jack บอกว่าการปรับเปลี่ยนเส้นทางเมื่อจำเป็นคือสิ่งที่คนฉลาดทำ

    ตัวอย่างในชีวิตจริง: นักแสดงดังหลายคนไม่ได้เริ่มต้นเป็นนักแสดงตั้งแต่แรก มีคนที่เคยเป็นครู เคยเป็นพนักงานธนาคาร หรือเคยทำงานอื่นๆ แต่เมื่อพวกเขาค้นพบว่าสิ่งที่ตัวเองรักจริงๆ คือการแสดง พวกเขาก็กล้าเปลี่ยนเส้นทาง

    3 กุญแจ

    Jack แบ่งปัน “3 keys to success” ที่เขาค้นพบตลอดการทำงาน แม้ว่าเขาจะไม่เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดในข้อมูลที่มี แต่เขาเน้นว่ากุญแจเหล่านี้จะช่วยให้คุณ:

    1. เพิ่มมูลค่าตัวเอง ทั้งในแง่ของความรู้ความสามารถ (self-worth) และมูลค่าทางการเงิน (net worth)
    2. สร้างเอกลักษณ์ทางวิชาชีพ ที่ใช้จุดแข็งและจุดอ่อนของคุณเองเป็นพื้นฐาน
    3. ลงทุนในตัวเอง เพื่อสร้างการพึ่งพาตนเองที่แท้จริง

    ตัวอย่างการประยุกต์ใช้: หากคุณเป็นคนที่เก่งคณิตศาสตร์แต่ไม่ชอบพูด (จุดแข็งและจุดอ่อน) แทนที่จะบังคับตัวเองทำงานขาย คุณอาจจะเลือกเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูล หรือนักวิจัย ที่ใช้จุดแข็งของคุณเต็มที่โดยไม่ต้องพึ่งพาการสื่อสารมากนัก

    การสร้างเครือข่ายที่ทำมากกว่าการแลกนามบัตร

    หนึ่งใน Framework ที่ Jack เน้นคือการสร้างเครือข่าย (Networking) แต่เขาไม่ได้พูดถึงการสร้างเครือข่ายแบบผิวเผิน เขาพูดถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย

    Jack เล่าผ่านเรื่องราวจริงของเขาเองว่า ตลอด 43 ปี เขาได้เรียนรู้ว่าการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งไม่ได้มาจากการรู้จักคนมากที่สุด แต่มาจากการสร้างความไว้วางใจและการให้ความช่วยเหลือแก่กัน

    ตัวอย่าง: แทนที่จะเข้างานสังสรรค์แล้วแจกนามบัตรให้ใครเจอ ลองใช้เวลาคุยกับคน 2-3 คนอย่างลึกซึ้ง ฟังปัญหาของพวกเขา และหาทางช่วยเหลือ แม้ว่าตอนนั้นคุณจะไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่เมื่อไหร่ที่คุณต้องการความช่วยเหลือ คนเหล่านั้นจะจำคุณได้

    เวลาคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด

    Jack มองว่าการบริหารเวลาเป็นทักษะสำคัญที่จะแยกคนที่ประสบความสำเร็จออกจากคนทั่วไป เขาแบ่งปันกรอบการคิดที่ช่วยให้เขาบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    หลักการของเขาคือ การแบ่งแยกงานออกเป็น 4 ประเภท:

    • สำคัญและเร่งด่วน: ต้องทำทันที
    • สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน: ต้องวางแผนทำ (นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้าม)
    • ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน: ควรมอบหมายให้คนอื่นทำ
    • ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน: ไม่ควรทำเลย

    ตัวอย่าง: การเรียนรู้ทักษะใหม่เป็นเรื่อง “สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน” หากคุณไม่วางแผนเวลาให้ มันจะไม่มีวันเกิดขึ้น แต่หากคุณใช้เวลาวันละ 30 นาทีในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ในหนึ่งปีคุณจะได้ทักษะใหม่ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับตัวคุณได้มาก

    วิธีคิดแบบ Iconoclast

    Jack สอนให้คิดแบบ “iconoclast” หรือคนที่ท้าทายความคิดเดิมๆ ในการแก้ไขปัญหา เมื่อเจอปัญหา อย่าคิดตามคนอื่น ให้ลองมองมุมใหม่ๆ

    เขายกตัวอย่างว่า ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงที่ตลาดเศรษฐกิจไม่ดี คนส่วนใหญ่จะหยุดการลงทุน แต่เขากลับมองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการซื้อสินทรัพย์ในราคาถูก

    ในชีวิตการทำงาน คุณสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ได้ ตัวอย่าง:

    • เมื่อบริษัทลดคนงาน แทนที่จะกลัว ลองมองว่าเป็นโอกาสที่จะแสดงความสามารถและรับผิดชอบงานใหม่ๆ
    • เมื่อถูกปฏิเสธจากงานที่สมัคร แทนที่จะท้อ ลองใช้เป็นโอกาสในการปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น

    การลงทุนในตัวเอง คือสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุด

    Jack เน้นย้ำว่า “การเพิ่มค่าของสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของคุณ คือ คุณ” เขาแบ่งปันหลายวิธีในการลงทุนในตัวเอง:

    1. การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะผ่านการอ่านหนังสือ การเข้าคอร์สออนไลน์ หรือการหาพี่เลี้ยง (Mentor) ให้กับตัวเอง

    2. การสร้างทักษะที่หลากหลาย ในยุคปัจจุบัน การมีทักษะเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ คุณต้องเป็น “T-shaped person” คือมีความเชี่ยวชาญลึกในสาขาหนึ่ง และมีความรู้กว้างในหลายสาขา

    3. การดูแลสุขภาพ ร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงเป็นพื้นฐานของการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

    ตัวอย่างการประยุกต์: หากคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ (ทักษะหลัก) ลองเรียนรู้เรื่องการตลาดดิจิทัล การออกแบบ UX/UI หรือการบริหารโครงการ (ทักษะรอง) เพื่อให้คุณสามารถเข้าใจภาพรวมของโปรเจ็กต์และสื่อสารกับทีมอื่นๆ ได้ดีขึ้น

    ความล้มเหลวให้เป็นบทเรียน

    สิ่งที่ทำให้หนังสือนี้น่าเชื่อถือคือ Jack ไม่ได้เล่าแต่เรื่องความสำเร็จ เขาแบ่งปันทั้งความล้มเหลวและบทเรียนที่ได้จากมัน เขาเล่าผ่านเรื่องราวจริงที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนได้นั่งฟังเรื่องเล่าจากเพื่อนที่มีประสบการณ์

    การมองความล้มเหลวในแง่บวก:

    • ความล้มเหลวคือข้อมูล ที่บอกให้รู้ว่าสิ่งใดใช้ไม่ได้ เพื่อไม่ให้ทำผิดซ้ำ
    • ความล้มเหลวสร้างความยืดหยุ่น ทำให้คุณรู้จักปรับตัวและฟื้นตัวจากปัญหา
    • ความล้มเหลวเป็นประสบการณ์ ที่ทำให้คุณเข้าใจธุรกิจและชีวิตมากขึ้น

    เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม

    แม้ว่า Framework เหล่านี้จะมาจากประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่หลักการสำคัญสามารถประยุกต์ใช้กับทุกอุตสาหกรรมได้

    สำหรับ Freelancer หรือ Digital Nomad:

    • ใช้หลักการ Be. Do. Have. ในการเลือกงานที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องการ
    • สร้างเครือข่ายออนไลน์ที่มีคุณภาพ
    • ลงทุนในทักษะดิจิทัลที่สามารถทำงานได้ทุกที่

    สำหรับพนักงานองค์กรใหญ่:

    • หาช่องทางสร้างความโดดเด่นภายในองค์กร
    • สร้างโครงการข้ามแผนกเพื่อเพิ่มความรู้และเครือข่าย
    • เตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

    สำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่:

    • ใช้แนวคิดการแก้ไขปัญหาแบบ Iconoclast ในการหาโอกาสทางธุรกิจ
    • สร้างธุรกิจที่สอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัว
    • เรียนรู้จากความล้มเหลวและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

    สรุป

    หนังสือ “The Freedom Frameworks” ไม่ใช่แค่การให้สูตรสำเร็จ แต่เป็นการให้เครื่องมือในการคิดและตัดสินใจ เพื่อให้คุณสร้างเส้นทางของตัวเองได้

    Jack ต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจว่า “อิสรภาพในการทำงานไม่ได้หมายถึงการไม่ต้องทำงาน แต่หมายถึงการมีตัวเลือกในการทำงานที่เราต้องการ ในลักษณะที่เราต้องการ”

    เมื่อคุณมี Framework ที่ชัดเจนในการตัดสินใจ คุณจะไม่ต้องพึ่งพาโชคชะตาหรือการคาดเดา คุณจะมีความมั่นใจในการก้าวเดินต่อไป แม้ว่าเส้นทางจะไม่ใช่เส้นตรง

    สำหรับใครที่กำลังรู้สึกติดอยู่ในงานที่ไม่ชอบ ใครที่กำลังคิดจะเปลี่ยนสาขา หรือใครที่ต้องการสร้างธุรกิจของตัวเอง หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนแผนที่และเข็มทิศที่จะช่วยนำทางให้คุณได้

    จำไว้ว่า “คุณต้องรู้ว่าตัวเองจะไปที่ไหน” และ Freedom Frameworks จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณไปถึงจุดหมายนั้นได้

    การเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่ง่าย แต่ด้วย Framework ที่ถูกต้อง ความมุ่งมั่น และการกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง คุณสามารถสร้างอาชีพที่ให้ทั้งความสุขและความมั่นคงทางการเงินได้จริง

    เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตนี้เป็นของคุณ และคุณมีสิทธิ์ที่จะออกแบบมันให้เป็นไปตามที่คุณต้องการ

    #hrรีพอร์ต

  • จากหนังสือ “Creativity: Flow and the Psychology of Discovery and Invention”

    คุณเคยสงสัยไหมว่า ไอน์สไตน์คิดสูตร E=mc² ได้อย่างไร หรือ โมซาร์ทแต่งเพลงบทเพราะได้อย่างไร วันนี้เราจะพาคุณไปเดินทางสำรวจโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ผ่านมุมมองของ มิฮาย ซิกเซนต์มิฮาย นักจิตวิทยาชื่อดังที่ใช้เวลากว่า 30 ปี ในการศึกษาความคิดสร้างสรรค์

    ค้นหาคำตอบ

    ซิกเซนต์มิฮายเริ่มต้นการเดินทางของเขาด้วยคำถามง่ายๆ แต่ลึกซึ้ง: “ความคิดสร้างสรรค์คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?”

    เพื่อหาคำตอบ เขาได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อสัมภาษณ์คนเก่งๆ มากกว่า 100 คน ตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบล อย่าง ไลนัส พอลลิ่ง ไปจนถึงศิลปินระดับโลกอย่าง เบต้า เดวิส และนักเขียนชื่อดังอย่าง โรเบิร์ตสัน เดวีส์

    จากการสัมภาษณ์เหล่านั้น เขาค้นพบว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องลึกลับหรือของขวัญพิเศษที่มีเฉพาะคนบางคน แต่เป็นกระบวนการที่เข้าใจได้และสามารถเรียนรู้ได้

    ทำลายความเชื่อผิดๆ

    ก่อนที่เราจะไปต่อ มาทำลายความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์กันก่อน

    ความเชื่อผิดข้อที่ 1: ความคิดสร้างสรรค์เป็นของขวัญจากสวรรค์ที่มีแค่คนบางคนเท่านั้น

    ความจริง: ทุกคนมีศักยภาพในการคิดสร้างสรรค์ แค่บางคนได้รับการพัฒนาและฝึกฝนมากกว่า

    ความเชื่อผิดข้อที่ 2: ไอเดียดีๆ เกิดขึ้นแบบกะทันหัน เหมือนฟ้าแลบ

    ความจริง: ความคิดสร้างสรรค์เป็นผลมาจากการเตรียมตัว การทำงานหนัก และการสะสมประสบการณ์อย่างยาวนาน

    ความเชื่อผิดข้อที่ 3: คนที่คิดสร้างสรรค์จะเป็นคนแปลกๆ ไม่เป็นระเบียบ

    ความจริง: คนที่คิดสร้างสรรค์จริงๆ มักจะมีระเบียบวินัยและความมุ่งมั่นสูงมาก

    3 เหลี่ยมแห่งความคิดสร้างสรรค์

    ซิกเซนต์มิฮายค้นพบว่า ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการมาบรรจบกันของ 3 องค์ประกอบสำคัญ เหมือนเป็นสามเหลี่ยมที่ขาดด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้:

    1. ตัวบุคคล (Individual)

    นี่คือคุณ ฉัน หรือใครก็ตามที่มีความอยากรู้อยากเห็น และพร้อมที่จะใช้ความพยายาม

    ตัวอย่าง: สตีฟ จอบส์ ตั้งแต่เด็กก็เป็นคนที่ชอบถอดของเล่นมาดู ชอบถามคำถาม และไม่ยอมรับสิ่งที่มีอยู่เดิม เขาเป็นคนที่มีความอยากรู้อยากเห็นสูง และกล้าที่จะคิดต่าง

    2. สาขาวิชา (Domain)

    นี่คือความรู้ ทักษะ และเครื่องมือในสาขานั้นๆ ไม่มีใครคิดสร้างสรรค์อะไรได้โดยไม่รู้อะไรเลย

    ตัวอย่าง: ไอน์สไตน์ก่อนที่จะคิดทฤษดีสัมพัทธภาพได้ เขาต้องเรียนรู้คณิตศาสตร์และฟิสิกส์มาอย่างดี เขาใช้เวลาหลายปีในการศึกษางานของนิวตัน แมกซ์เวลล์ และนักฟิสิกส์คนอื่นๆ

    3. สังคม (Field)

    นี่คือกลุ่มคนที่จะตัดสินว่าสิ่งที่เราสร้างขึ้นมีค่าหรือไม่ เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ

    ตัวอย่าง: เพลงของ วู้ดดี้ กัทรี ต้องได้รับการยอมรับจากวงการดนตรีโฟล์ค ก่อนที่จะกลายเป็นเพลงที่มีอิทธิพลต่อคนรุ่นหลัง

    5 ขั้นตอนสู่ความคิดสร้างสรรค์

    การคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เหตุการณ์แบบกะทันหัน แต่เป็นกระบวนการที่มี 5 ขั้นตอนชัดเจน:

    1. การเตรียมตัว (Preparation)

    นี่คือขั้นตอนที่เราเก็บสะสมความรู้ ประสบการณ์ และทักษะต่างๆ เหมือนการเก็บวัตถุดิบไว้ในโกดัง

    ตัวอย่าง: ชาร์ลส์ ดาร์วิน ก่อนที่จะคิดทฤษดีวิวัฒนาการได้ เขาต้องใช้เวลา 20 ปี ในการสะสมข้อมูล ท่องเที่ยวรอบโลก สังเกตสิ่งมีชีวิตต่างๆ อ่านหนังสือ และคิดวิเคราะห์

    2. การบ่มเพาะ (Incubation)

    หลังจากเก็บข้อมูลเยอะแล้ว เราต้องปล่อยให้สมองได้พักผ่อน ในช่วงนี้สมองจะทำงานแบบใต้สำนึก จัดระเบียบข้อมูลและหาความเชื่อมโยง

    ตัวอย่าง: โคเคอ เคคูเล นักเคมีชื่อดัง ค้นพบโครงสร้างของเบนซินได้ขณะที่กำลังงีบหลับบนรถม้า เขาฝันเห็นงูกัดหางตัวเอง ซึ่งทำให้เขานึกถึงโครงสร้างแบบวงแหวนของเบนซิน

    เทสลา มักจะได้ไอเดียสำคัญๆ ขณะที่กำลังเดินเล่นในสวนสาธารณะ ไม่ใช่ตอนที่นั่งทำงานในห้องแล็บ

    3. การแรงบันดาลใจ (Illumination)

    นี่คือช่วงเวลา “ยูเรก้า!” ที่คำตอบผุดขึ้นมา แต่อย่าคิดว่าเป็นเวทมนตร์ เพราะมันเกิดจากการเตรียมตัวและบ่มเพาะมาก่อนหน้านี้

    ตัวอย่าง: อาร์คิมีดีส นักคณิตศาสตร์กรีกโบราณ ค้นพบหลักการแรงพยุ้ง (Buoyancy) ขณะที่กำลังแช่ตัวในอ่างอาบน้ำ เขาสังเกตเห็นว่าน้ำในอ่างล้นออกมา และก็เกิดการตระหนักรู้ทันทีว่านี่คือคำตอบที่เขาหามานาน

    4. การประเมินผล (Evaluation)

    หลังจากได้ไอเดียแล้ว เราต้องมาดูว่ามันใช้ได้จริงไหม มีปัญหาอะไรบ้าง ต้องปรับปรุงตรงไหน

    ตัวอย่าง: เมื่อไรท์ บราเดอร์ส คิดว่าเครื่องบินของพวกเขาจะบินได้แล้ว พวกเขาไม่ได้รีบไปทดสอบทันที แต่นั่งมาคิดวิเคราะห์ใหม่ คำนวณน้ำหนัก แรงลม และปัจจัยต่างๆ อีกหลายเดือน

    5. การพัฒนา (Elaboration)

    นี่คือขั้นตอนที่หนักที่สุด ต้องทำให้ไอเดียกลายเป็นจริง ต้องใช้ความพยายาม ความอดทน และการทำงานหนัก

    ตัวอย่าง: เอดิสัน หลังจากคิดหลอดไฟฟ้าได้แล้ว เขาต้องทำการทดลองกว่า 1,000 ครั้ง เพื่อหาวัสดุที่เหมาะสมทำเป็นเส้นใส เขาเคยพูดว่า “อัจฉริยภาพคือ 1% แรงบันดาลใจ และ 99% การทำงานหนัก”

    บุคลิกภาพของคนที่คิดสร้างสรรค์

    จากการศึกษาของซิกเซนต์มิฮาย พบว่าคนที่คิดสร้างสรรค์มีลักษณะพิเศษ พวกเขาสามารถเป็นทั้งสองด้านของเหรียญได้:

    ความซับซ้อน (Complexity)

    คนที่คิดสร้างสรรค์มักจะมีบุคลิกภาพที่ซับซ้อน:

    พลังงานสูง แต่ก็ชอบเงียบ – พวกเขาทำงานได้นานและหนัก แต่ก็รู้จักการพักผ่อนและใคร่ครวญ

    ตัวอย่าง: ไอน์สไตน์ สามารถคิดงานได้นานหลายชั่วโมง แต่ก็ชอบเดินเล่นคนเดียวเป็นเวลานานๆ

    เล่นได้ แต่ก็มีระเบียบวินัย – พวกเขาสนุกกับการทดลองและเล่นกับไอเดีย แต่เมื่อต้องทำงานจริงจังก็มีความมุ่งมั่นสูง

    ตัวอย่าง: ฟายน์แมน นักฟิสิกส์ระดับโลก ชอบเล่นบองโก้ และวาดรูป แต่เวลาทำวิจัยก็จริงจังมาก

    จินตนาการสูง แต่ก็ยึดมั่นในความเป็นจริง – พวกเขาฝันได้ไกล แต่ก็รู้ว่าอะไรเป็นไปได้ในโลกจริง

    อุปสรรคของความคิดสร้างสรรค์

    การเป็นคนที่คิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เส้นทางที่ง่าย:

    1. การต่อต้านจากสังคม

    สังคมมักไม่ชอบสิ่งใหม่ เพราะมันเปลี่ยนแปลงสภาวะที่มีอยู่เดิม

    ตัวอย่าง: เมื่อ แวน โก๊ะ วาดภาพแบบใหม่ นักวิจารณ์ศิลปะในสมัยนั้นต่างวิจารณ์ว่าแปลกประหลาด และเขาขายภาพได้แค่ 1 ภาพในตลอดชีวิต

    2. การลงทุนที่สูง

    ต้องใช้เวลา เงิน และความพยายามมาก โดยไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่

    ตัวอย่าง: เจมส์ ไดสัน ใช้เวลา 15 ปี และทำแบบจำลองกว่า 5,000 ครั้ง ก่อนที่จะทำเครื่องดูดฝุ่นที่ประสบความสำเร็จได้

    3. ความเหงา

    คนที่คิดสร้างสรรค์มักรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะความคิดของพวกเขาอาจจะก้าวหน้าเกินยุคเกินสมัย

    วิธีพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

    แล้วเราจะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร?

    1. เพิ่มความอยากรู้อยากเห็น

    • ถามคำถาม – อย่ายอมรับสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องปกติ
    • สำรวจสิ่งใหม่ – ลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ
    • สังเกต – มองสิ่งรอบตัวด้วยสายตาที่สดใส

    ตัวอย่าง: เลโอนาร์โด ดา วินชี มักจะถือสมุดบันทึกติดตัวไปทุกที่ เพื่อสเก็ตช์และจดสิ่งที่น่าสนใจที่เจอ

    2. อ่านหนังสืออย่างหลากหลาย

    อย่าอ่านแค่ในสาขาของเราเอง เพราะไอเดียดีๆ มักเกิดจากการผสมผสานความรู้จากหลายสาขา

    ตัวอย่าง: สตีฟ จอบส์ เรียนคลาสคาลลิกราฟี (การเขียนตัวหนังสือ) ซึ่งดูเหมือนไม่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่ต่อมากลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาทำ font ที่สวยงามใน Mac

    3. สร้างนิสัยการคิดวิเคราะห์

    • หาสาเหตุ – เมื่อเห็นปัญหา ลองหาว่าเกิดจากอะไร
    • หาทางเลือก – อย่าติดกับวิธีแก้ปัญหาแค่วิธีเดียว
    • เชื่อมโยง – หาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ ที่ดูไม่เกี่ยวข้องกัน

    4. ให้เวลากับตัวเอง

    ความคิดดีๆ มักเกิดตอนที่เราผ่อนคลาย ไม่ใช่ตอนที่เราเครียด

    กิจกรรมที่ช่วย:

    • เดินเล่น
    • ฟังเพลง
    • อาบน้ำ
    • นั่งสมาธิ

    5. อย่ากลัวที่จะล้มเหลว

    ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ คนที่คิดสร้างสรรค์มักจะล้มเหลวหลายครั้งก่อนประสบความสำเร็จ

    ตัวอย่าง: โคโค่ ชาแนล ถูกปฏิเสธจากนักลงทุนหลายคนก่อนที่จะสร้างแบรนด์แฟชั่นระดับโลกได้

    6. หาเพื่อนคุย

    การแลกเปลี่ยนความคิดกับคนอื่นจะช่วยขยายมุมมองของเรา

    ตัวอย่าง: กลุม Inklings ที่รวมตัวกันที่ Oxford มี J.R.R. Tolkien และ C.S. Lewis ที่ช่วยกันแลกเปลี่ยนไอเดียและวิพากษ์งานกัน

    ผลดีของการมีความคิดสร้างสรรค์

    คนที่พัฒนาความคิดสร้างสรรค์จะได้อะไร?

    1. ความสุขและความพึงพอใจ

    การสร้างสรรค์ทำให้เราเข้าสู่สภาวะ “Flow” ที่เวลาราวกับหยุดนิ่ง และเรารู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับงาน

    2. การแก้ปัญหาได้ดีขึ้น

    คนที่คิดสร้างสรรค์จะมองเห็นทางออกที่คนอื่นไม่เห็น

    3. ชีวิทที่มีความหมาย

    การสร้างสิ่งใหม่ๆ ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า

    4. การปรับตัวได้ดี

    ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว คนที่คิดสร้างสรรค์จะปรับตัวได้ดีกว่า

    สรุป

    ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่ของลึกลับที่มีเฉพาะคนพิเศษ แต่เป็นทักษะที่ทุกคนสามารถพัฒนาได้ ที่สำคัญคือ:

    1. มีใจรัก – รักในสิ่งที่ทำ
    2. ใฝ่เรียนรู้ – อยากรู้อยากเห็นสิ่งใหม่ๆ
    3. มีความอดทน – ยอมใช้เวลาในการเรียนรู้และพัฒนา
    4. กล้าแตกต่าง – ไม่กลัวที่จะคิดนอกกรอบ
    5. ทำงานหนัก – แค่ไอเดียไม่พอ ต้องลงมือทำ

    จำไว้ว่า ทุกการประดิษฐ์คิดค้นที่ยิ่งใหญ่ล้วนเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นของคนธรรมดา เพียงแต่พวกเขาไม่ยอมแพ้ และเชื่อว่าสิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้วันนี้ อาจกลายเป็นจริงได้ในอนาคต

    เริ่มต้นวันนี้เลย – ถามคำถาม สังเกตสิ่งรอบตัว และอย่ากลัวที่จะทดลองสิ่งใหม่ เพราะความคิดสร้างสรรค์ของคุณอาจจะเป็นสิ่งที่โลกใบนี้กำลังรอคอยอยู่

    #hrรีพอร์ต

  • เริ่มต้น

    มีครั้งหนึ่ง พนักงานธนาคารคนหนึ่งกำลังหงุดหงิดกับระบบฝากเงินที่ยุ่งยากและใช้เวลานาน เขาคิดว่า “ทำไมต้องรอให้เจ้าหน้าที่นับเงินทุกครั้ง ทำไมไม่มีเครื่องที่ทำแทนได้”

    นั่นคือจุดเริ่มต้นของ ตู้ ATM ที่เราใช้กันทุกวันนี้

    เรื่องนี้บอกเราว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องของอัจฉริยะหรือศิลปินเท่านั้น คนธรรมดาอย่างเราๆ ก็สามารถมีไอเดียที่เปลี่ยนโลกได้

    คิดแตกต่าง

    Jeff และ Staney DeGraff นักวิจัยด้านนวัตกรรมที่ทำงานกับบริษัทชั้นนำมากกว่า 250 แห่ง พบว่าความคิดสร้างสรรรค์ที่ยิ่งใหญ่มักมาจากคนธรรมดาที่ มองสิ่งต่างๆ ด้วยมุมมองใหม่

    เหมือนกับคนที่คิดค้น Post-it – เขาแค่พยายามทำกาวที่แน่นกว่าเดิม แต่กลับได้กาวที่ติดไม่แน่น แทนที่จะผิดหวัง เขากลับคิดว่า “กาวที่ติดแล้วหลุดง่ายๆ นี่ใช้ทำอะไรได้บ้างนะ?”

    ผลลัพธ์คือ กระดาษโน้ตเหลืองเล็กๆ ที่กลายเป็นของใช้จำเป็นในออฟฟิศทุกแห่ง

    CREATE Method

    ทั้งสองคนได้รวบรวมวิธีการคิดสร้างสรรค์เป็น 6 ขั้นตอนที่จำง่าย ใช้ได้จริง ด้วยคำย่อ CREATE

    C = Clarify (ทำให้ชัดเจน) – เริ่มจากการถามคำถามที่ถูก

    ก่อนจะคิดหาคำตอบ เราต้องรู้ก่อนว่า ปัญหาจริงๆ คืออะไร

    ตัวอย่าง: บริษัท Netflix ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการคิดว่า “เราจะทำแอปดูหนังออนไลน์” แต่พวกเขาถามว่า “ทำไมคนต้องขับรถไปเช่าแผ่นหนังที่ร้าน แล้วต้องคืนให้ทัน กลับมาช้าแค่วันเดียวก็โดนค่าปรับ?”

    เมื่อกำหนดปัญหาได้ชัดเจนแล้ว การหาทางแก้ก็ง่ายขึ้น

    R = Replicate (เลียนแบบอย่างชาญฉลาด) – ไม่ต้องคิดใหม่ทั้งหมด

    ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้หมายถึงการคิดจากศูนย์ บ่อยครั้งคำตอบที่ดีที่สุดคือการเอาสิ่งที่ดีจากที่อื่นมาปรับใช้

    ตัวอย่าง: ร้าน Starbucks ไม่ได้คิดค้นกาแฟ แต่พวกเขาเอาแนวคิด “บาร์” มาใช้กับร้านกาแฟ เปลี่ยนจาก “ซื้อกาแฟกลับบ้านดื่ม” เป็น “มานั่งดื่มกาแฟพร้อมผ่อนคลายเหมือนในบาร์”

    หรือแอป Uber ก็เอาแนวคิดแท็กซี่มาผสมกับเทคโนโลยี สมาร์ทโฟน

    E = Elaborate (ต่อยอดให้มากกว่าเดิม) – จากแนวคิดเดียวสู่หลายความเป็นไป

    เมื่อมีไอเดียแล้ว ขั้นตอนนี้คือการ ขยายความคิดให้กว้างและลึกขึ้น

    ตัวอย่าง: เริ่มจากไอเดีย “แชร์รถ”

    • ขยายเป็น “แชร์จักรยาน”
    • ต่อยอดเป็น “แชร์สกู๊ตเตอร์”
    • พัฒนาเป็น “แชร์อะไรก็ได้” (ไม่ว่าจะเป็นบ้าน, เครื่องมือ, หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง)

    บริษัท Airbnb เริ่มจากการแชร์ที่พักในบ้านตัวเอง กลายเป็นแพลตฟอร์มที่คนทั่วโลกสามารถหาที่พักพิเศษได้ทุกที่

    A = Associate (เชื่อมโยงสิ่งที่ไม่เกี่ยวกัน) – ศิลปะแห่งการคิดเปรียบเทียบ

    ไอเดียใหม่ๆ มักเกิดจากการเอาสิ่งที่ไม่เกี่ยวกันมาเชื่อมต่อกัน

    ตัวอย่าง: นักประดิษฐ์คิดค้น Velcro (เทปกาว) หลังจากไปเดินป่าแล้วเห็นเมล็ดพืชติดกับขนสุนัข เขาเอาหลักการ “ติดแล้วหลุดง่าย” ของธรรมชาติมาใช้

    หรือ iPhone ที่เกิดจากการรวม “โทรศัพท์ + iPod + คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก” เข้าด้วยกัน

    แม้กระทั่งร้านอาหารที่เอาแนวคิด “ห้องสมุด” (เงียบ สงบ) มาผสมกับ “ร้านกาแฟ” กลายเป็นคาเฟ่สำหรับคนอ่านหนังสือและทำงาน

    T = Translate (แปลความคิดให้คนอื่นเข้าใจ) – จากความคิดสู่การปฏิบัติ

    ไอเดียดีแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ถ้าคนอื่นไม่เข้าใจ ขั้นตอนนี้คือการทำให้คนอื่นมองเห็นภาพเดียวกับเรา

    ตัวอย่าง: เมื่อ Steve Jobs อยากอธิบาย iPad เขาไม่ได้พูดว่า “นี่คือแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ที่มีหน้าจอสัมผัส” แต่เขาพูดว่า “นี่คือหนังสือที่ไม่มีวันหมด เป็นเครื่องเล่นเกม เป็นโรงภาพยนตร์ส่วนตัว และเป็นโต๊ะทำงานในเครื่องเดียว”

    การใช้ คำเปรียบเทียบ เล่าเรื่อง หรือให้ลองใช้จริง จะช่วยให้คนอื่นเข้าใจไอเดียเราได้ง่ายขึ้น

    E = Evaluate (เลือกไอเดียที่ดีที่สุด) – ไม่ใช่ทุกความคิดที่คุ้มค่าลงทุน

    ขั้นตอนสุดท้ายคือการ คัดกรองและเลือกไอเดียที่ดีที่สุด เพื่อนำไปปฏิบัติจริง

    ตัวอย่าง: Google มีโปรเจกต์ทดลองมากมาย บางอย่างสำเร็จเป็น Gmail, Google Maps แต่บางอย่างเช่น Google Glass หรือ Google+ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

    การประเมินต้องดู 3 เรื่อง:

    • ทำได้จริงไหม? (มีเทคโนโลยี ทีมงาน งบประมาณ)
    • คนต้องการจริงไหม? (มีตลาด มีคนจ่ายเงิน)
    • คุ้มค่าไหม? (เทียบกับเวลาและทรัพยากรที่ลงทุนไป)

    นำ CREATE ไปใช้

    ร้านก๋วยเตี๋ยวป้าแป้ง

    ป้าแป้งเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวในตลาดย่านธนบุรี เห็นลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนทำงานออฟฟิศที่กิน เสร็จแล้วต้องรีบกลับไปทำงาน

    C = Clarify: ป้าแป้งสังเกตว่า ปัญหาคือ “ลูกค้าต้องการอาหารเร็ว สะดวก แต่ยังอร่อยและสะอาด”

    R = Replicate: เธอเห็น McDonald’s ใช้ระบบสั่งล่วงหน้า เลยคิดว่า เอามาใช้กับก๋วยเตี๋ยวได้ไหม

    E = Elaborate: ขยายความคิดเป็น “ระบบสั่งออนไลน์ + จัดส่ง + ห่อใส่กล่องพิเศษที่ไม่หกไม่เปื่อย”

    A = Associate: เชื่อมโยงแนวคิด “บริการส่งพิซซ่า” กับ “ก๋วยเตี๋ยว”

    T = Translate: อธิบายให้ลูกค้าเข้าใจว่า “สั่งก่อน รับเร็ว ไม่ต้องรอ อร่อยเหมือนเดิม”

    E = Evaluate: ทดลองใช้กับลูกค้าประจำก่อน ดูผลตอบรับ แล้วค่อยขยายเต็มรูปแบบ

    ผลลัพธ์: รายได้ป้าแป้งเพิ่มขึ้น 300% ภายใน 6 เดือน

    การประยุกต์ใช้ในการทำงาน

    สำหรับคนขาย: แทนที่จะขายแค่ “ประกันชีวิต” ลองคิดว่าเรากำลังขาย “ความอุ่นใจของครอบครัว” หรือ “แผนการเงินสำหรับอนาคต”

    สำหรับครู: แทนที่จะสอนแค่ “คณิตศาสตร์” ลองเอาเกม หรือเรื่องราวในชีวิตจริงมาประกอบการสอน เช่น สอนเรื่องเปอร์เซ็นต์ผ่านการคำนวณส่วนลดของสินค้า

    สำหรับพนักงานบริษัท: เมื่อเจอปัญหาเดิมๆ แทนที่จะแก้แบบเดิม ลองถามว่า “ถ้าเป็นบริษัทอื่นจะแก้ยังไง” หรือ “ถ้าเราไม่มีข้อจำกัดนี้ เราจะทำยังไง”

    ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

    1. คิดว่าต้องเป็นความคิดใหม่ 100%

    ความจริง: ความคิดส่วนใหญ่เป็นการนำเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาปรับใช้ใหม่

    2. กลัวความผิดพลาด

    ความจริง: ความล้มเหลวคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ Google ยกเลิกโปรเจกต์ไปแล้วมากมาย แต่ก็ยังเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    3. ทำคนเดียว

    ความจริง: ไอเดียดีๆ มักเกิดจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่น

    4. คิดแต่ไม่ลงมือทำ

    ความจริง: ไอเดียที่ดีที่สุดคือไอเดียที่ถูกนำไปใช้จริง

    การฝึกฝน CREATE

    สำหรับมือใหม่:

    • ตั้งเวลา 10 นาทีทุกเช้า คิดว่าวันนี้จะทำอะไรแตกต่างจากเมื่อวาน
    • สังเกตปัญหาเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน แล้วคิดทางแก้
    • ถามคำถาม “จะเป็นยังไงถ้า…” เช่น จะเป็นยังไงถ้าไม่มีโทรศัพท์ จะเป็นยังไงถ้าทุกคนทำงานจากบ้าน

    สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์:

    • สร้างกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิด กับเพื่อนร่วมงานหรือคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน
    • ศึกษาธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่น แล้วคิดว่าจะเอามาปรับใช้ในงานเราได้อย่างไร
    • จดบันทึกไอเดีย ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะไอเดียดีมักหาย ไปง่าย

    ใครๆ ก็เป็นนักคิดได้

    หนังสือ “The Creative Mindset” สอนเราว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นทักษะที่ฝึกฝนได้

    ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำงานอะไร มีการศึกษาระดับไหน คุณสามารถใช้ CREATE Method เพื่อ:

    • แก้ปัญหาในการทำงานได้ดีขึ้น
    • สร้างโอกาสใหม่ให้ตัวเอง
    • ทำให้ชีวิตน่าสนใจมากขึ้น

    เริ่มจากสิ่งเล็กๆ สังเกตปัญหารอบตัว แล้วใช้ CREATE Method คิดหาทางแก้ ใครรู้บ้าง… ไอเดียเล็กๆ ของคุณอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ก็ได้

    อย่างที่ Jeff และ Staney DeGraff พูดไว้ว่า “คนธรรมดาสามารถทำสิ่งพิเศษได้ หากเขามองเห็นโอกาสที่อยู่ตรงหน้า”

    วันนี้… คุณพร้อมมองหาโอกาสนั้นแล้วหรือยัง?

    #hrรีพอร์ต

  • เดินทางค้นหาความลับ

    ลองนึกภาพดูสิ สนามเทนนิสเก่าๆ แห่งหนึ่งในมอสโกว์ที่หนาวเหน็บ มีแค่สนามในร่มเพียงสนามเดียว สภาพก็ไม่ได้ดีอะไร แต่สถานที่เล็กๆ แห่งนี้กลับผลิตนักเทนนิสหญิงระดับโลกออกมาได้มากกว่าประเทศอเมริกาทั้งประเทศ!

    นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางสำรวจโลกที่น่าทึ่งของเดเนียล คอยล์ นักข่าวและนักเขียนชื่อดัง ที่ใช้เวลากว่า 14 เดือนเดินทางไปยัง “รังแห่งความสามารถ” ต่างๆ ทั่วโลก ตั้งแต่สนามฟุตบอลในเซาเปาโล บราซิล ไปจนถึงโรงเรียนดนตรีเก่าแก่ในนิวยอร์ก

    คำถามที่ติดตามเขาไปตลอดการเดินทางคือ “ทำไมบางสถานที่ถึงสามารถผลิตคนเก่งออกมาได้เป็นกอง ในขณะที่บางที่มีทรัพยากรดีกว่า กลับทำไม่ได้?”

    การดิ้นรนเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ

    สิ่งแรกที่คอยล์พบในการเดินทางครั้งนี้ทำให้เขาต้องปรับความคิดใหม่ทั้งหมด เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นความเร็ว พลัง และความสง่างามระดับโลก และครึ่งหนึ่งของสิ่งที่เขาเห็นก็เป็นอย่างที่คาดไว้จริงๆ แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับแปลกมาก

    เขาเห็นเด็กๆ เหล่านั้นดิ้นรน เคลื่อนไหวช้าๆ ระมัดระวัง หยุดคิด และทำผิดบ่อยๆ แล้วก็แก้ไข มันไม่เหมือนการแสดงของคนเก่งเลย แต่เหมือนกับคนที่กำลังปีนเขาน้ำแข็ง – ทีละก้าว อย่างระมัดระวัง

    6 นาทีแห่งการเปลี่ยนแปลง

    หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือเรื่องของคลาริสซ่า เด็กสาวที่เรียนเปียโน เธอฝึกเพลงท่อนหนึ่งเป็นเวลา 6 นาที แต่ภายในเวลานั้น เธอหยุด เริ่มใหม่ แก้ไข และทำซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน

    สิ่งที่น่าทึ่งคือ ใน 6 นาทีนั้น เธอได้ผลลุกเท่ากับการฝึกแบบปกติทั้งเดือน เพราะเธอ “ฝึกอย่างลึกซึ้ง” ไม่ใช่แค่เล่นซ้ำๆ แบบเดิม

    3 รหัสลับ

    จากการสำรวจสถานที่ต่างๆ คอยล์ค้นพบว่า ทุกที่มีองค์ประกอบ 3 อย่างที่เหมือนกัน:

    1. การฝึกฝนลึก (Deep Practice): เมื่อความผิดพลาดคือครูที่ดีที่สุด

    การฝึกฝนลึกไม่ใช่การทำซ้ำๆ แบบเดิม แต่เป็นการฝึกในจุดที่เราเกือบจะทำไม่ได้ จุดที่เราจะต้องเจอกับความยากลำบาก ทำผิด และแก้ไข

    ตัวอย่างจากโลกจริง: นักกอล์ฟมือโปร นักกอล์ฟมือโปรไม่ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ตีลูกที่พวกเขาถนัด แต่จะใช้เวลา 80% ฝึกช็อตที่ยากที่สุด ช็อตที่พวกเขาเพิ่งจะทำได้ หรือทำไม่ได้เลย

    ตัวอย่างจากนักดนตรี: ที่โรงเรียนดนตรี Meadowmount อันเลื่องชื่อ นักเรียนจะแบ่งเพลงเป็นชิ้นเล็กๆ เล่นช้ามากจนฟังไม่ออกว่าเป็นเพลงอะไร แล้วค่อยๆ เพิ่มความเร็วทีละนิด วิธีนี้ช่วยให้พวกเขาสังเกตรายละเอียดทุกอย่าง และแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที

    ตัวอย่างจากฟุตบอลบราซิล: เด็กบราซิลเล่น “ฟุตซอล” ในพื้นที่เล็กๆ ด้วยลูกบอลที่หนักกว่าปกติ สิ่งนี้บังคับให้พวกเขาควบคุมลูกบอลได้ดีขึ้น เพราะพื้นที่น้อย เวลาน้อย และลูกบอลไม่ลื่น เมื่อไปเล่นในสนามจริง ทุกอย่างจึงดูง่ายขึ้น

    2. การจุดชนวน (Ignition): ประกายไฟที่จุดใจ

    การจุดชนวนคือสิ่งที่ทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้า มักจะเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เราเชื่อว่า “เราก็ทำได้!”

    ตัวอย่างที่น่าทึ่ง: การทดลองที่มหาวิทยาลัยเยล นักวิจัยให้นักเรียนอ่านประวัติของคนสำเร็จคนหนึ่ง โดยปลอมว่าคนๆ นั้นเกิดวันเดียวกับพวกเขา ผลลัพธ์คือ นักเรียนเหล่านั้นทำคะแนนสอบได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน เพียงแค่เชื่อว่าตัวเองมี “โชค” เหมือนกับคนสำเร็จคนนั้น

    เรื่องราวของเกาหลีใต้และกอล์ฟ: ปี 1998 เซ รี ปาก นักกอล์หญิงชาวเกาหลีใต้คว้าแชมป์ US Women’s Open ได้ ตั้งแต่นั้นมา เด็กผู้หญิงเกาหลีหลายพันคนเริ่มเล่นกอล์ฟ เพราะพวกเขาเห็นว่า “คนเกาหลีก็ทำได้!” ผลคือ 10 ปีต่อมา นักกอล์ฟหญิงเกาหลีครองโลกกอล์ฟ

    ปรากฏการณ์ “หน้าต่างมหัศจรรย์”: ในรัสเซีย หลังจากที่ อันนา คูร์นิโกวา ประสบความสำเร็จ เด็กผู้หญิงรัสเซียจำนวนมากเริ่มหันมาเล่นเทนนิส สโมสรเทนนิสต่างๆ เต็มไปด้วยเด็กที่ฝันจะเป็น “คูร์นิโกวาคนต่อไป”

    3. โค้ชระดับเซียน (Master Coaching): ศิลปะแห่งการสอน

    โค้ชที่ดีไม่ใช่คนที่พูดให้กำลังใจ แต่เป็น “ผู้กระซิบความสามารถ” ที่รู้จักปลุกเร้า แนะนำ และปรับแต่งให้เหมาะกับแต่ละคน

    จอห์น วูเด้น: ตำนานโค้ชบาสเก็ตบอล วูเด้นเคยกล่าวว่า “ผมจะไม่ปฏิบัติกับพวกเธอเหมือนกันหมด เพราะพวกเธอไม่เหมือนกัน แต่ละคนสมควรได้รับการปฏิบัติแบบเฉพาะตัวที่เหมาะกับเธอ และผมจะเป็นคนตัดสินใจเรื่องนั้น”

    เทคนิคของโค้ชระดับเซียน:

    • แสดงวิธีที่ถูกต้อง
    • แสดงวิธีที่ผิด
    • แสดงวิธีที่ถูกต้องอีกครั้ง

    ตัวอย่างจากผู้สอนเปียโน: ครูเปียโนระดับเซียนจะไม่บอกว่า “เล่นดีมาก” แต่จะพูดว่า “นิ้วก้อยของเธอในแถบที่ 12 เล่นได้นุ่มนวลขึ้น ลองทำแบบนั้นทั้งเพลงดู” คำแนะนำแบบนี้เฉพาะเจาะจงและใช้การได้ทันที

    เสื้อคลุมแห่งความเก่ง

    เมื่อเราฝึกฝนลึก มีแรงบันดาลใจ และได้คำแนะนำที่ดี สมองของเราจะสร้างสารชื่อ “ไมอิลิน” ขึ้นมา

    ไมอิลินคืออะไร? จินตนาการว่าเส้นประสาทในสมองเป็นเหมือนสายไฟฟ้า ไมอิลินก็เหมือนฉนวนที่หุ้มสายไฟ ยิ่งหุ้มหนา ไฟฟ้าก็ส่งได้เร็วและแม่นยำขึ้น

    การทำงานของไมอิลิน: เมื่อเราทำอะไรซ้ำๆ ไมอิลินจะหุ้มเส้นประสาทที่ใช้งานนั้นหนาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สัญญาณส่งได้เร็วขึ้นถึง 100 เท่า! นี่คือเหตุผลที่นักเปียโนมือโปรกดได้เร็วและแม่นยำ หรือนักกีฬาเก่งตอบสนองได้รวดเร็ว

    ข่าวดี: ไมอิลินเติบโตได้ตลอดชีวิต ไม่จำกัดอายุ คนอายุ 70 ก็สามารถเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่และเก่งขึ้นได้

    บราซิลกับฟุตบอล

    บราซิลเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ของ “รหัสความสามารถ” ทั้ง 3 องค์ประกอบ

    ในอดีต: ช่วงทศวรรษ 1940-1950 บราซิลมีทุกอย่างที่จำเป็น – อากาศดี คนรักฟุตบอล และคนจนเยอะ (ที่อยากหาทางหนี) แต่กลับไม่เก่งเท่าไหร่

    จุดเปลี่ยน: ปี 1950 บราซิลสร้างเกม “ฟุตซอล” ขึ้นมา เล่นในพื้นที่เล็กๆ ด้วยลูกบอลหนักที่ไม่ดีดสูง

    ผลลัพธ์: เด็กๆ บราซิลต้องใช้ทักษะการควบคุมลูกบอลระดับสูงมาก เพราะพื้นที่น้อย เวลาน้อย ลูกบอลไม่ลื่น เมื่อไปเล่นในสนามจริง ทุกอย่างจึงดูง่าย และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุคทองฟุตบอลบราซิล

    หลักฐานจากหลากหลายสาขา

    ดนตรี: สถาบัน Curtis Institute of Music ในฟิลาเดลเฟีย ผลิตนักดนตรีระดับโลกได้มากกว่าที่อื่น เพราะใช้หลัก “ฝึกช้ามาก แล้วค่อยเร็วขึ้น”

    กีฬา: IMG Academy ในฟลอริดา ใช้เทคนิค “ฝึกในสภาพที่ยากกว่าจริง” นักเทนนิสฝึกด้วยไม้ที่หนักกว่าปกติ นักกอล์ฟฝึกใส่เป้าที่เล็กกว่าหลุม

    ธุรกิจ: Toyota ประยุกต์หลักการนี้โดยให้พนักงานหาปัญหาเล็กๆ และแก้ไขทุกวัน ทำให้เกิดการปรับปรุงต่อเนื่อง

    การประยุกต์ใช้

    สำหรับพ่อแม่:

    • อย่าชมว่า “เก่งมาก” แต่ให้ชมในรายละเอียด “การที่หนูแบ่งการบ้านเป็นชิ้นเล็กๆ ทำให้ทำได้เร็วขึ้นนะ”
    • สร้างสถานการณ์ที่ลูกต้องเจอกับความยากลำบากที่พอเหมาะ
    • หาแรงบันดาลใจที่เหมาะกับลูก

    สำหรับคนทำงาน:

    • แบ่งงานที่ยากเป็นส่วนเล็กๆ ฝึกทีละส่วน
    • หาจุดที่เราเกือบจะทำไม่ได้ และฝึกตรงนั้น
    • หาแรงบันดาลใจที่ทำให้เราเชื่อว่า “เราทำได้!”

    สำหรับครูและโค้ช:

    • ให้ข้อมูลย้อนกลับที่เฉพาะเจาะจง
    • สร้างสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย แต่ปลอดภัย
    • เป็นแบบอย่างที่ดี และแสดงให้เห็นทั้งที่ถูกและผิด

    ความหวังสำหรับทุกคน

    หนังสือ “The Talent Code” เปลี่ยนมุมมองเราเกี่ยวกับความสามารถ มันบอกเราว่า:

    1. ความสามารถไม่ใช่ของขวัญตั้งแต่เกิด แต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้
    2. ทุกคนมีศักยภาพ มากกว่าที่คิด เพียงแต่ต้องรู้วิธีปลุกให้ตื่น
    3. ไม่มีวันสายเกินไป ที่จะเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่

    การค้นพบนี้ให้ความหวังกับผู้คนนับล้าน ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่คิดว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์ ผู้ใหญ่ที่อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ หรือครูที่อยากช่วยให้ลูกศิษย์เก่งขึ้น

    สุดท้ายแล้ว “รหัสความสามารถ” ไม่ใช่ความลับลึกลับ แต่เป็นสูตรที่ทุกคนเข้าถึงได้: ฝึกฝนลึก + แรงบันดาลใจ + การแนะนำที่ดี = ความเป็นเลิศ

    ดังนั้น ครั้งหน้าเมื่อเราเห็นคนที่เก่งในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่าคิดว่าเขาโชคดีที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ แต่ให้คิดว่าเขาค้นพบและใช้ “รหัสความสามารถ” ได้สำเร็จ

    และที่สำคัญที่สุด – เราก็ทำได้เหมือนกัน

    #hrรีพอร์ต

  • คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางทีมงานทำงานกันได้ลื่นไหล ราวกับเป็นหนึ่งเดียว ในขณะที่บางทีมกลับมีแต่ปัญหา แม้จะมีคนเก่งๆ มากมาย? คำตอบอาจจะไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด เพียงแต่เราต้องเข้าใจว่า “วัฒนธรรม” คืออะไร และสร้างได้อย่างไร

    Daniel Coyle นักเขียนขายดีแห่ง New York Times ได้ให้คำตอบผ่านหนังสือ “The Culture Playbook: 60 Highly Effective Actions to Help Your Group Succeed” ซึ่งเกิดจากการศึกษาทีมงานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกเป็นเวลากว่า 10 ปี

    เริ่มจากความสงสัย

    เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ Daniel เดินทางไปศึกษาองค์กรต่างๆ ที่มีชื่อเสียงในด้านการทำงานเป็นทีม ตั้งแต่ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติสหรัฐอเมริกา, สตูดิโอ Pixar, บริษัทออกแบบ IDEO, ทีมบาสเกตบอล San Antonio Spurs ไปจนถึงหน่วยรบพิเศษ Navy SEAL Team 6

    ในระหว่างการศึกษา เขาพบสิ่งที่น่าสนใจ: ทุกครั้งที่เจอเทคนิคดีๆ วิธีการสร้างความเป็นหนึ่งเดียว หรือเคล็ดลับเชื่อมสัมพันธ์ เขาจะจดไว้ในไฟล์ชื่อ “Good Stuff” (ของดีๆ) เวลาผ่านไป ไฟล์นี้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็กลายเป็นหนังสือเล่มนี้

    ความเข้าใจผิด

    ก่อนจะไปถึงวิธีการ เราต้องเข้าใจความเข้าใจผิดที่หลายคนมีเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรก่อน

    ความเข้าใจผิดข้อแรก: วัฒนธรรมเป็นเรื่องของ “ตัวตน”

    หลายคนคิดว่าองค์กรแบบ Disney, Google หรือกองทัพ มีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งเพราะพวกเขา “เป็น” แบบนั้น เหมือนกับ DNA ที่กำหนดมาแล้ว แต่ Daniel เชื่อแตกต่าง เขาบอกว่า “วัฒนธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นใคร แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณทำ”

    วัฒนธรรมไม่ใช่ของขวัญที่ได้รับมา แต่เป็นทักษะที่เรียนรู้ได้ เหมือนการเล่นเปียโน การขับรถ หรือการทำอาหาร

    ความเข้าใจผิดข้อสอง: ทีมที่แข็งแกร่งไม่มีปัญหา

    อีกความคิดผิดๆ คือ การมองว่าองค์กรที่มีวัฒนธรรมดีจะไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีปัญหา ทุกอย่างราบรื่นตลอด

    ความจริงตรงข้าม องค์กรที่แข็งแกร่งก็มีปัญหา มีการโต้เถียง และล้มเหลวบ้าง แต่สิ่งที่ต่างคือพวกเขาแก้ปัญหาเหล่านี้ภายใต้สายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและปลอดภัย แล้วใช้เป็นบทเรียนเพื่อพัฒนาต่อไป

    หอคอยสปาเก็ตตี้

    เพื่อให้เข้าใจดีขึ้น Daniel เล่าเรื่องการทดสอบที่เขาชื่นชอบมากที่สุด: “การแข่งขันสร้างหอคอยสปาเก็ตตี้”

    กติกาง่ายมาก กลุ่มคน 4 คน ได้อุปกรณ์:

    • เส้นสปาเก็ตตี้ดิบ 20 เส้น
    • เทปใส 1 หลา
    • มาร์ชแมลโลว์ 1 ลูก

    ภารกิจคือสร้างหอให้สูงที่สุด โดยมาร์ชแมลโลว์ต้องอยู่ข้างบน

    ผู้เข้าร่วมมีหลายกลุ่ม: CEO, ทนายความ, นักศึกษา MBA และ… เด็กอนุบาล

    คิดว่าใครชนะ?

    เด็กอนุบาลชนะทุกครั้ง! และไม่ใช่แค่ชนะ แต่ชนะขาดลอย

    เพราะอะไร? เพราะสมองผู้ใหญ่ทำในสิ่งที่สมองผู้ใหญ่ทำเมื่ออยู่ในกลุ่ม: เราปกป้องสถานะ เสี่ยงน้อยลง และไม่กล้าพูด เราซ่อนจุดอ่อนของเรา

    ขณะที่เด็กอนุบาลไม่สนใจว่าใครเป็นประธานบริษัทสปาเก็ตตี้ พวกเขาชนะไม่ใช่เพราะฉลาดกว่า แต่เพราะพวกเขา ยอมทำผิดร่วมกัน

    สามเสาหลักของวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง

    จากการศึกษา Daniel พบว่าวัฒนธรรมที่ดีต้องสร้างจาก 3 ทักษะหลัก:

    1. ความปลอดภัย (Safety)

    นี่ไม่ใช่ความปลอดภัยทางกาย แต่เป็นความปลอดภัยทางจิตใจ คือ การที่สมาชิกรู้สึกว่าพวกเขาสามารถ:

    • แสดงความคิดเห็นได้โดยไม่ถูกตำหนิ
    • ถามคำถาม “โง่ๆ” ได้
    • ยอมรับความผิดพลาดได้
    • ท้าทายความคิดของคนอื่นได้อย่างสร้างสรรค์

    2. การเปิดเผยจุดอ่อน (Vulnerability)

    ฟังดูแปลก แต่การแสดงความอ่อนแอกลับเป็นความแข็งแกร่งของทีม เมื่อผู้นำยอมรับว่า “ผมทำผิดในเรื่องนี้” หรือ “ผมไม่รู้ ใครช่วยแนะนำได้บ้าง” มันจะสร้างบรรยากาศที่คนอื่นก็กล้าทำเช่นเดียวกัน

    Daniel เน้นว่า “สี่คำที่สำคัญที่สุดที่ผู้นำควรพูดคือ ‘ฉันทำผิดในเรื่องนี้’”

    3. จุดประสงค์ร่วม (Purpose)

    ทุกคนต้องเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงอยู่ที่นี่ และกำลังมุ่งไปที่เดียวกัน นี่ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์บนกำแพง แต่เป็นเป้าหมายที่ชัดเจน มีความหมาย และทุกคนเข้าใจ

    Johnson & Johnson: เมื่อคำขวัญ “เชย” กลายเป็นเกราะป้องกัน

    หลายคนคิดว่าคำขวัญองค์กรเป็นเรื่องเชย แต่ Daniel พบว่าองค์กรที่แข็งแกร่งล้วนมีคำขวัญที่ดูเชย แต่ได้ผลจริง

    เรื่องนี้ปรากฏชัดเมื่อเกิดเหตุการณ์ “Tylenol Crisis” ในปี 1982 เมื่อมีคนร้ายใส่ยาพิษลงในแคปซูลยา Extra Strength Tylenol ทำให้มีคนเสียชีวิต 8 คนในชิคาโก

    สิ่งที่น่าทึ่งคือการตอบสนองของ Johnson & Johnson บริษัทแม่ของยา Tylenol พวกเขาตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว สอดคล้อง และมีประสิทธิภาพมากจนกลายเป็นมาตรฐานทองคำของการจัดการวิกฤต

    ทำไมถึงทำได้? เพราะ 4 ปีก่อนหน้านั้น ผู้บริหารชื่อ James Burke ได้สร้างการสนทนาทั่วองค์กรรอบคำถามง่ายๆ ว่า “อะไรสำคัญที่สุด?”

    หลายสิ่งสามารถเป็นอันดับแรกได้ (ราคาหุ้น, การวิจัยพัฒนา) แต่พวกเขาตัดสินใจร่วมกันว่า “สุขภาพของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์สำคัญที่สุด”

    เมื่อวิกฤตมาถึง ทุกคนรู้ว่าต้องทำอะไร: เรียกยากลับทั้งหมดทันที ไม่ว่าจะเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เพราะสุขภาพลูกค้าสำคัญกว่า

    Daniel เรียกคำขวัญเหล่านี้ว่า “GPS สำหรับกลุ่ม” มันไม่เชย แต่เป็นอัจฉริยะ

    ตัวอย่างจาก 60 วิธีการ

    หนังสือไม่ได้เพียงแค่บอกทฤษฎี แต่ให้เครื่องมือปฏิบัติ 60 วิธี ที่ได้รับการทดสอบแล้วจากองค์กรชั้นนำ เช่น:

    การประชุม “Tune-up” แบบเปิดใจ แทนที่จะประชุมเพื่อรายงานงาน จัดประชุมเพื่อพูดคุยเรื่องการทำงานร่วมกัน เช่น:

    • “สิ่งไหนที่เราทำได้ดี?”
    • “อะไรที่เราควรหยุดทำ?”
    • “เราจะช่วยเหลือกันได้ดีขึ้นอย่างไร?”

    การสร้าง “ขุ่นแม่น้ำ” ให้คนทำงานระยะไกล สร้างช่องทางไม่เป็นทางการให้คนที่ทำงานจากที่อื่นได้เชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงาน เช่น:

    • ห้องแชทสำหรับพูดคุยเรื่องส่วนตัว
    • การประชุมสั้นๆ เพื่อทักทาย
    • การแชร์ภาพความเป็นอยู่ประจำวัน

    งานเลี้ยง “ระบายความกังวล” (Anxiety Party) แทนที่จะปิดบังความเครียด จัดงานเลี้ยงให้คนมาระบายความกังวลร่วมกัน ทำให้:

    • ลดความเครียดส่วนตัว
    • เชื่อมโยงผู้คน
    • แก้ปัญหาร่วมกัน

    กฎ 2 พิซซ่ากล่อง

    Google มีกฎที่ว่า “ทีมงานไม่ควรใหญ่เกินกว่าพิซซ่า 2 กล่องจะอิ่ม” (ประมาณ 8-10 คน) เพราะเมื่อทีมใหญ่เกินไป:

    • การสื่อสารซับซ้อนขึ้น
    • คนเงียบๆ จะพูดน้อยลง
    • ความเป็นเจ้าของลดลง

    แต่ที่สำคัญกว่าคือการที่ Google สร้าง “ความปลอดภัยทางจิตใจ” ให้ทีม โดยการ:

    • ให้ทุกคนมีโอกาสพูดในการประชุม
    • ฟังความคิดเห็นทุกคนอย่างเท่าเทียม
    • ไม่ตัดสินหรือวิพากษ์วิจารณ์ความคิดที่แตกต่าง

    “ผิดพลาด” แล้วชนะใจคน

    หนึ่งในเคล็ดลับที่มีพลังที่สุดคือ การที่ผู้นำยอมรับความผิดพลาดต่อหน้าทีม

    ตัวอย่างจากโค้ชทีม San Antonio Spurs: โค้ช Gregg Popovich มักจะพูดต่อหน้าทีมหลังจากการแข่งขันว่า “การแพ้วันนี้เป็นเพราะฉันวางแผนไม่ดี ไม่ใช่เพราะพวกเธอ”

    การกระทำนี้ทำให้:

    • ผู้เล่นไม่กลัวที่จะลองวิธีใหม่
    • สร้างความไว้วางใจ
    • ทำให้คนอื่นกล้ายอมรับความผิดพลาดเช่นกัน

    แต่ระวัง! การยอมรับความผิดต้องจริงใจ ไม่ใช่แค่กลยุทธ์ เพราะคนจะรู้สึกได้

    การวัดวัฒนธรรม: เทคนิค “ถาม 3 คำถาม”

    Daniel แนะนำให้ใช้ 3 คำถามนี้วัดสุขภาพวัฒนธรรมของทีม:

    1. “ถ้าเกิดผิดพลาด คุณจะรู้สึกอย่างไรที่จะบอกทีม?”
      • ถ้าตอบว่า “กลัว” แปลว่าขาดความปลอดภัย
      • ถ้าตอบว่า “ไม่เป็นไร” แปลว่ามีความปลอดภัยดี
    2. “เมื่อคุณไม่รู้อะไร คุณขอความช่วยเหลือง่ายแค่ไหน?”
      • วัดระดับการเปิดเผยจุดอ่อน
    3. “คุณสามารถอธิบายได้ไหมว่าทำไมงานของเราถึงสำคัญ?”
      • วัดความเข้าใจในจุดประสงค์ร่วม

    Netflix: วัฒนธรรมของ “ความตรงไปตรงมา”

    Netflix มีหลักการที่ว่า “เราให้ฟีดแบ็กกันอย่างตรงไปตรงมา” แต่ทำอย่างไรให้ไม่กลายเป็นการทำร้ายกัน?

    พวกเขาสร้างกฎ 4 ข้อ:

    1. มุ่งช่วยเหลือ ไม่ใช่ทำลาย
    2. เน้นที่พฤติกรรม ไม่ใช่ตัวบุคคล
    3. เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
    4. ให้ในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม

    ผลลพธ์คือ พนักงาน Netflix รู้ปัญหาและแก้ได้เร็ว ไม่ต้องมาค้นพบทีหลังว่าเป็นปัญหาใหญ่

    เริ่มจากสิ่งเล็กๆ

    Daniel เตือนว่าอย่าใช้หนังสือนี้เป็น “แผนแม่บท” แบบแข็งตัว แต่ให้เริ่มจากสิ่งเล็กๆ:

    สำหรับผู้นำ:

    • เริ่มยอมรับความผิดพลาดเล็กๆ
    • ถามความคิดเห็นจริงๆ แล้วฟังจริงๆ
    • สร้างช่วงเวลาสำหรับพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ

    สำหรับสมาชิกทีม:

    • กล้าถามคำถามเมื่อไม่เข้าใจ
    • แชร์ความคิดใหม่ๆ แม้จะแปลกๆ
    • ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานโดยไม่รอให้ขอ

    สำหรับครอบครัว:

    • สร้างเวลาให้ทุกคนพูด
    • ยอมรับเมื่อผู้ใหญ่ทำผิด
    • ทำกิจกรรมร่วมกันที่ต้องช่วยเหลือกัน

    วัฒนธรรมคือการเลือก

    เรื่องราวทั้งหมดนี้บอกเราว่า วัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องลึกลับหรือโชคชะตา แต่เป็นผลจากการเลือกทำสิ่งเล็กๆ ซ้ำๆ ทุกวัน

    เหมือนการออกกำลังกาย วันหนึ่งไม่เห็นผล แต่ทำต่อเนื่อง จะเห็นการเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมก็เช่นกัน การสร้างความปลอดภัย การแสดงความอ่อนแอ และการชี้ให้เห็นจุดประสงค์ร่วม ถ้าทำเป็นนิสัย จะกลายเป็นวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง

    สิ่งสำคัญที่สุดที่ Daniel อยากฝากคือ “วัฒนธรรมของคุณ = การกระทำของคุณ” ไม่ใช่สิ่งที่คุณพูด ไม่ใช่สิ่งที่คุณเขียนไว้บนป้าย แต่เป็นสิ่งที่คุณทำจริงๆ ทุกวัน

    และที่สำคัญ การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคนบนสุด ทุกคนในทีมสามารถเป็นผู้เริ่มต้นได้ เพียงแค่เริ่มจากการถามคำถามที่ดี การฟังอย่างจริงใจ และการแสดงให้เห็นว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่สมบูรณ์ แต่อยากเรียนรู้ร่วมกัน

    ท้ายที่สุด เด็กอนุบาลชนะ CEO ได้ ไม่ใช่เพราะพวกเขาฉลาดกว่า แต่เพราะพวกเขายังจำได้ว่า การทำงานร่วมกันควรจะสนุก ปลอดภัย และมีความหมาย

    คุณพร้อมจะเริ่มสร้างวัฒนธรรมแบบนี้ในทีมของคุณแล้วหรือยัง?

    #hrรีพอร์ต

  • จากการศึกษาของ Daniel Coyle ในหนังสือ The Culture Code: The Secrets of Highly Successful Groups

    การทดลองสปาเก็ตตี้ที่เปลี่ยนมุมมอง

    ลองนึกภาพดูว่าคุณได้รับภารกิจสนุก ๆ ให้สร้างหอคอยให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้เพียงเส้นสปาเก็ตตี้ดิบ เทปใส เชือก และมาร์ชแมลโลว์ 1 ก้อน เวลาที่ได้แค่ 18 นาที

    นี่คือการทดลองจริงที่ Peter Skillman นักออกแบบชื่อดัง นำไปทดสอบกับกลุ่มคนต่าง ๆ เพื่อดูว่าใครจะสามารถทำงานร่วมกันได้ดีที่สุด

    ในมุมหนึ่งของห้อง นักศึกษาบิซิเนสสกูลกำลังประชุมกันอย่างจริงจัง พวกเขาวิเคราะห์ปัญหา แบ่งหน้าที่ วางแผนกลยุทธ์ พูดคุยกันถึงข้อดี-ข้อเสียของแต่ละแนวทาง ดูเป็นมืออาชีพจริง ๆ

    ขณะที่ในอีกมุมหนึ่ง เด็กอนุบาลกำลังยืนเป็นวงกลมใกล้ ๆ กัน ไม่มีใครเป็นหัวหน้า ไม่มีการวางแผนอะไรเลย แค่เริ่มต้นทำไปเรื่อย ๆ หยิบเส้นสปาเก็ตตี้มาประกอบกัน พูดคุยกันสั้น ๆ “อันนี้ดีไหม?” “ลองอันนี้ดู” แล้วก็ปรับแก้ไปเรื่อย ๆ

    แล้วผลลัพธ์ล่ะ?

    เด็กอนุบาลชนะ!

    หอคอยของพวกเขาสูงกว่านักศึกษาบิซิเนสเกือบ 2 เท่า และนี่ไม่ใช่ครั้งเดียว เมื่อทำการทดลองซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ผลลัพธ์ยังเหมือนเดิม

    การค้นพบที่เปลี่ยนความเข้าใจเรื่องทีมงาน

    Daniel Coyle นักเขียนหนังสือขายดี เมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นมาก ทำไมผลลัพธ์ถึงออกมาแบบนี้? ทำไมเด็ก ๆ ที่ไม่มีความรู้ทางธุรกิจ ไม่มีประสบการณ์การทำงาน กลับทำได้ดีกว่านักศึกษาที่เก่งกาจ?

    คำถามนี้ทำให้เขาเริ่มต้นการเดินทางค้นหาความจริงที่ใช้เวลาถึง 4 ปีเต็ม เขาไปศึกษาทีมที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นจากทั่วโลก ตั้งแต่:

    • หน่วย Navy SEAL Team Six – หน่วยรบพิเศษที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากภารกิจสำคัญต่าง ๆ
    • สตูดิโอ Pixar – ที่สร้างหนังการ์ตูนระดับตำนานอย่าง Toy Story, Finding Nemo
    • San Antonio Spurs – ทีมบาสเกตบอลที่ชนะแชมป์ได้หลายสมัย
    • Zappos – บริษัทขายรองเท้าออนไลน์ที่มีชื่อเสียงเรื่องวัฒนธรรมองค์กร
    • The Upright Citizens Brigade – กลุ่มตลกที่ได้รับความนิยมมาก
    • แม้กระทั่งแก๊งขโมยเพชรที่ประสบความสำเร็จในการปล้น!

    หลังจากศึกษาเสร็จ Coyle ค้นพบสิ่งที่น่าทึ่ง: ทีมที่ประสบความสำเร็จทั้งหมดมีสิ่งเหมือนกัน 3 อย่าง ไม่ใช่เพราะสมาชิกเก่งกว่า แต่เพราะพวกเขาทำอะไรบางอย่างที่แตกต่าง

    3 ความลับที่เปลี่ยนทีมธรรมดาให้กลายเป็นทีมเทพ

    ความลับที่ 1: สร้างความปลอดภัย (Build Safety)

    ลองนึกถึงความรู้สึกเวลาที่คุณอยู่กับครอบครัว คุณรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ต้องแกล้งทำตัว พูดจาได้ตามสบาย ไม่กลัวว่าจะถูกตัดสิน นี่คือ “ความปลอดภัยทางจิตใจ” ที่ทีมที่ดีต้องมี

    Coach Pop และเคล็ดลับการสร้างความปลอดภัย

    Gregg Popovich โค้ชทีม San Antonio Spurs มีสูตรลับง่าย ๆ ที่ทำให้ทีมของเขาแข็งแกร่ง: “บอกความจริงแบบไม่อ้อมค้อม แล้วรักพวกเขาให้มาก ๆ”

    เขาจะพูดตรง ๆ กับนักกีฬาว่าเล่นไม่ดีตรงไหน แต่พร้อมกับนั้นก็แสดงให้เห็นว่าเขาใส่ใจพวกเขามาก ๆ อยากให้พวกเขาดีขึ้น นี่คือการสร้างสมดุลระหว่างความจริงใจกับความรักใคร่

    สัญญาณของการ “เป็นครอบครัวเดียวกัน”

    เมื่อ Coyle ไปสัมภาษณ์คนในทีมที่ประสบความสำเร็จ เขาพบว่าทุกคนใช้คำเดียวกันในการอธิบายความรู้สึกที่มีต่อเพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่คำว่า “เพื่อน” “ทีม” หรือ “เพื่อนร่วมงาน” แต่เป็นคำว่า “ครอบครัว”

    สัญญาณเล็ก ๆ ที่สร้างความรู้สึก “เราเป็นครอบครัวเดียวกัน”:

    • การมองตากัน – เวลาคุยกัน จ้องตามองอย่างตั้งใจ
    • การฟังแบบเอาใจใส่ – ก้มหน้า เอียงตัวไปข้างหน้า ยกคิ้วขึ้น
    • การอยู่ใกล้กัน – นั่งใกล้กัน เดินไปมาในพื้นที่เดียวกัน
    • การพูดขอบคุณบ่อย ๆ – “ขอบคุณ” เป็นคำเวทมนตร์ที่สร้างความอบอุ่น

    ความลับที่ 2: แบ่งปันจุดอ่อน (Share Vulnerability)

    นี่คือสิ่งที่ขัดกับสามัญสำนึกของเรามาก ๆ เราคิดกันว่า ต้องมีความไว้ใจก่อน ถึงจะกล้าเปิดเผยจุดอ่อนได้ แต่วิทยาศาสตร์บอกว่ามันกลับกัน!

    การกระโดดลงไปพร้อมกัน สร้างพื้นดินแข็งแกร่ง

    Coyle อธิบายว่า ความไว้วางใจเหมือนกับพื้นดินแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นใต้เท้าเรา เมื่อเรา “กระโดด” ลงสู่สิ่งที่ไม่รู้ (เปิดเผยจุดอ่อน) พร้อมกับคนอื่น ๆ

    เรื่องจริงจาก Navy SEALs

    หน่วยซีลมีกิจกรรมที่เรียกว่า “After Action Review” (AAR) หลังจบภารกิจทุกครั้ง พวกเขาจะนั่งคุยกันอย่างละเอียดว่า:

    • อะไรที่ทำได้ดี
    • อะไรที่ทำผิดพลาด
    • ใครทำอะไรผิด ทำไมถึงผิด
    • จะปรับปรุงอย่างไรครั้งหน้า

    ฟังดูเหมือนจะเจ็บปวด แต่นี่คือที่มาของความแข็งแกร่ง เมื่อทุกคนยอมรับผิดพลาดของตัวเองต่อหน้าเพื่อนร่วมทีม มันสร้าง “วงจรของการเปิดใจ”

    เมื่อคนหนึ่งพูดว่า “ผมทำผิด” คนอื่น ๆ ก็จะรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดว่า “ผมก็ทำผิดเหมือนกัน” และเมื่อทุกคนเปิดใจกัน ความไว้ใจก็เกิดขึ้น

    ตัวอย่างจากโลกธุรกิจ

    Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates (กองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก) มีหลักการว่า “Radical Transparency” – ความโปร่งใสแบบสุดขั้ว

    ในบริษัทของเขา พนักงานสามารถวิพากษ์วิจารณ์หัวหน้า (หรือแม้กระทั่ง CEO) ได้ต่อหน้าทุกคน ถ้าเห็นว่าทำผิด ฟังดูน่ากลัว แต่มันทำให้องค์กรเรียนรู้และปรับปรุงได้เร็วมาก ๆ

    เทคนิคง่าย ๆ ในการแบ่งปันจุดอ่อน:

    • ผู้นำต้องเริ่มก่อน – พูดว่า “ผมทำผิด” บ่อย ๆ
    • ขอความช่วยเหลือเมื่อไม่รู้ – “ช่วยผมหน่อยได้ไหม?”
    • ยอมรับเมื่อไม่รู้คำตอบ – “ผมไม่รู้เรื่องนี้ ใครพอจะช่วยอธิบายได้ไหม?”

    ความลับที่ 3: กำหนดจุดประสงค์ที่ชัดเจน (Establish Purpose)

    ชัดเหมือนหมัดเข้าใส่หน้า

    Coyle ค้นพบว่า ทีมที่ประสบความสำเร็จจะมีจุดประสงค์ที่ “ชัดเหมือนหมัดเข้าใส่หน้า” ไม่ใช่แค่รู้ในใจ แต่พูดออกมา เตือนกัน และทำซ้ำ ๆ จนติดปาก

    ตัวอย่างคำขวัญที่มีพลัง:

    All Blacks (ทีมรักบี้นิวซีแลนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก): “Leave the jersey in a better place” (ทิ้งเสื้อแข่งไว้ในสภาพที่ดีกว่าเดิม)

    ทุกครั้งที่มีคนเก่าออกจากทีม หรือคนใหม่เข้ามา พวกเขาจะเตือนกันว่า “เราต้องทำให้ทีมนี้ดีขึ้นกว่าเดิม” ไม่ใช่แค่การรักษาความเป็นเลิศ แต่ต้องทำให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

    Johnson & Johnson บริษัทยาใหญ่ของโลก: “เราจะใส่ใจลูกค้าก่อนใครในโลก”

    เมื่อเกิดเหตุการณ์ยา Tylenol ถูกใส่สารพิษ พวกเขาเรียกยาคืนทันทีทั่วประเทศ แม้จะขาดทุนมหาศาล เพราะจุดประสงค์ของพวกเขาชัดเจน – ลูกค้าสำคัญกว่าทุกอย่าง

    Apple: “Think Different” (คิดต่าง) Air Force Pararescue: “That Others May Live” (เพื่อให้คนอื่นมีชีวิต)

    เทคนิคการสร้างจุดประสงค์:

    • ใช้ประโยคสั้น ๆ จดจำง่าย
    • เล่าเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับจุดประสงค์
    • ทำซ้ำ ๆ จนกว่าทุกคนจะท่องจำได้
    • ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ

    ทำไม 3 ความลับนี้ถึงได้ผลจริง?

    เหมือนฝูงนกที่บินเป็นรูปแบบสวยงาม

    คุณเคยเห็นนกเป็นพัน ๆ ตัวบินเป็นฝูงใหญ่ แต่เปลี่ยนทิศทาง หมุนเวียน สร้างลวดลายสวยงามได้อย่างสุดยอดไหม? ทำไมพวกมันไม่ชนกัน? ทำไมถึงเคลื่อนไหวได้เป็นหนึ่งเดียว?

    คำตอบคือ พวกมันรู้กฎง่าย ๆ 3 ข้อ:

    1. อยู่ใกล้เพื่อนบ้าง แต่ไม่ใกล้จนเกินไป
    2. เคลื่อนไหวไปทิศทางเดียวกับฝูง
    3. หลีกเลี่ยงการชน

    ทีมที่ดีก็เหมือนกัน เมื่อมี 3 ความลับ:

    1. ความปลอดภัย = ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของฝูง
    2. การแบ่งปันจุดอ่อน = ไม่กลัวที่จะขอความช่วยเหลือ ปรับตัวไปกับสถานการณ์
    3. จุดประสงค์ชัดเจน = ทุกคนรู้ว่าต้องเคลื่อนไหวไปทิศทางไหน

    เมื่อทีมขาดความลับทั้ง 3

    เรื่องเศร้าของ Minuteman Missileers

    ทหารอากาศที่ดูแลขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่มีพลังมากกว่าระเบิดฮิโรชิมา 20 เท่า แต่กลับเกิดอุบัติเหตุและความผิดพลาดบ่อย ๆ

    ปัญหาคืออะไร?

    • ไม่มีความปลอดภัย: นั่งเวรใน bunker แคบ ๆ 24 ชั่วโมง ไม่มีการเชื่อมโยงกับคนอื่น
    • ไม่มีการแบ่งปันจุดอ่อน: ข้อผิดพลาดเล็ก ๆ ถูกลงโทษหนัก ทำให้ทุกคนกลัวที่จะยอมรับผิด
    • ไม่มีจุดประสงค์ชัดเจน: หลังสงครามเย็นจบ พวกเขาไม่รู้ว่าทำงานเพื่ออะไร

    ผลลัพธ์: ทีมที่ควรจะแข็งแกร่งที่สุด กลับกลายเป็นทีมที่มีปัญหามากที่สุด

    ชีวิตประจำวัน

    ในที่ทำงาน:

    สำหรับผู้นำ:

    • เริ่มประชุมด้วยการยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเอง
    • ใช้คำพูดที่แสดงความเปิดกว้าง “ผมไม่รู้เรื่องนี้ ใครช่วยอธิบายได้ไหม?”
    • ขอบคุณบ่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อมีคนแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง

    สำหรับสมาชิกทีม:

    • ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานโดยไม่คิดผลประโยชน์
    • พูดความจริงแม้จะไม่ใช่สิ่งที่หัวหน้าอยากได้ยิน
    • แสดงความสนใจในความก้าวหน้าของเพื่อนร่วมงาน

    ในครอบครัว:

    สร้างความปลอดภัย:

    • ฟังลูกพูดโดยไม่รีบตัดสิน
    • แสดงให้เห็นว่าบ้านเป็นที่ที่ปลอดภัยสำหรับการผิดพลาด

    แบ่งปันจุดอ่อน:

    • พ่อแม่ยอมรับเมื่อทำผิด และขอโทษลูก
    • เล่าให้ฟังว่าเราเคยผิดพลาดมาแล้วเรียนรู้อะไรบ้าง

    จุดประสงค์ชัดเจน:

    • พูดคุยกันเป็นประจำว่าครอบครัวเราต้องการอะไร
    • สร้างกิจกรรมที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายเดียวกัน

    วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่เรา “เป็น” แต่เป็นสิ่งที่เรา “ทำ”

    การทดลองสปาเก็ตตี้ที่เล่าในตอนต้น เด็กอนุบาลชนะเพราะพวกเขาทำ 3 อย่างนี้โดยธรรมชาติ:

    1. พวกเขาอยู่ใกล้กัน (สร้างความปลอดภัย)
    2. พวกเขาลองผิดลองถูกไปด้วยกัน ไม่กลัวที่จะผิดพลาด (แบ่งปันจุดอ่อน)
    3. พวกเขารู้เป้าหมายชัดเจน – สร้างหอคอยให้สูงที่สุด (จุดประสงค์ชัดเจน)

    ในขณะที่นักศึกษาติดอยู่กับการวางแผน การแข่งขันกัน และการกลัวว่าจะดูโง่

    ข้อความสำคัญจากหนังสือนี้คือ: วัฒนธรรมที่แข็งแกร่งไม่ได้เกิดจากคนเก่ง ๆ มารวมตัวกัน แต่เกิดจากการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นวิธีการดำเนินชีวิตและการทำงานร่วมกัน

    ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้นำหรือสมาชิกทีม ไม่ว่าจะอยู่ในองค์กรใหญ่หรือครอบครัวเล็ก ๆ คุณสามารถเริ่มต้นสร้างวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งได้ตั้งแต่วันนี้ เพียงแค่เริ่มจาก 3 ความลับนี้:

    สร้างความปลอดภัย แบ่งปันจุดอ่อน และกำหนดจุดประสงค์ที่ชัดเจน

    เพราะเมื่อ 2 บวก 2 อาจเท่ากับ 10 ได้จริง ถ้าเรารู้วิธีทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง

    #hrรีพอร์ต

  • เมื่อพูดถึงการประสบความสำเร็จในการทำงาน หลายคนมักจะนึกถึงภาพของนักธุรกิจที่แกร่งกล้า มือถือฉลาม ที่พร้อมจะเหยียบย่ำใครก็ตามเพื่อขึ้นไปสู่จุดสูงสุด แต่หากผมบอกว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกนี้ กลับเป็นคนที่ชอบ “ให้” มากกว่า “เอา” คุณจะเชื่อไหม?

    นี่คือสิ่งที่ศาสตราจารย์ Adam Grant จากมหาวิทยาลัย Wharton ค้นพบในงานวิจัยของเขา และเขียนรวมเป็นหนังสือ “Give and Take: Why Helping Others Drives Our Success” ซึ่งเปลี่ยนแปลงมุมมองของคนนับแสนเรื่องความหมายที่แท้จริงของความสำเร็จ

    การค้นพบ

    เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ของ Grant ว่า ทำไมบางคนถึงประสบความสำเร็จ ในขณะที่บางคนไม่เป็นเช่นนั้น เขาทำการวิจัยกับคน 30,000 คนจากหลากหลายอุตสาหกรรม และพบว่า นอกจากปัจจัย 3 อย่างที่เราคุ้นเคย คือ แรงจูงใจ ความสามารถ และโอกาส แล้ว ยังมีปัจจัยที่ 4 ที่สำคัญมาก นั่นคือ วิธีที่เราปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น

    จากการวิจัย Grant พบว่า คนในโลกการทำงานแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก:

    1. Takers – ผู้รับ

    คิดถึงเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่เราทุกคนเคยเจอ ที่เวลาประชุมจะพยายามแย่งเครดิต เวลาที่มีงานหนักจะหาทางหลีกเลี่ยง แต่เวลาที่มีผลประโยชน์จะเป็นคนแรกที่วิ่งเข้าไป คนกลุ่มนี้มองโลกเป็นเกมที่มีผู้ชนะผู้แพ้ พวกเขาจะถามตัวเองเสมอว่า “คนนี้ทำอะไรให้ฉันได้บ้าง?”

    ตัวอย่างที่เด่นชัดคือ Kenneth Lay อดีต CEO ของบริษัท Enron ที่มีชื่อเสียงในด้านการฉ้อโกง เขาเป็นคนที่เก่งในการสร้างเครือข่าย แต่เครือข่ายเหล่านั้นมีจุดประสงค์เพื่อผลประโยชน์ของเขาเพียงอย่างเดียว เมื่อบริษัทล้มละลาย เครือข่ายเหล่านั้นก็พังทลายไปด้วย

    2. Matchers – ผู้แลกเปลี่ยน

    กลุ่มคนที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็น 56% ของผู้ที่เข้าร่วมการวิจัย พวกเขาเป็นคนที่ทำตามหลัก “ให้และรับ” อย่างเท่าๆ กัน หากคุณช่วยเขา เขาจะจำไว้และช่วยคุณตอบ หากคุณทำร้ายเขา เขาก็จะจำคิดแก้แค้น

    ลองนึกถึงเพื่อนร่วมงานที่เวลาคุณช่วยเขาทำโปรเจ็กต์ เขาจะจำไว้และช่วยคุณกลับเมื่อคุณต้องการ หรือเวลาที่มีคนมาขอความช่วยเหลือ เขาจะคิดก่อนว่า “คนนี้เคยช่วยฉันมั้ย?” แล้วจึงตัดสินใจ

    3. Givers – ผู้ให้

    กลุ่มที่น้อยที่สุด เพียง 25% แต่กลับเป็นกลุ่มที่น่าสนใจที่สุด พวกเขาจะถามตัวเองว่า “ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง?” โดยไม่คิดถึงผลตอบแทน คิดถึงครูที่สอนเราด้วยใจรัก หรือเพื่อนที่เอาใจใส่ช่วยเหลือเราเสมอ

    David Hornik นักลงทุนระดับโลก เป็นตัวอย่างที่ดีของคนให้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ลงทุนในบริษัทบางแห่ง แต่เขาก็ยังให้คำแนะนำและแนะนำนักลงทุนรายอื่นให้ ทำให้เขากลายเป็นคนที่ทุกคนในวงการเชื่อใจและเคารพ

    ผลลัพธ์จากการค้นพบ

    เมื่อ Grant วิเคราะห์ผลงานของคน 3 กลุ่มนี้ เขาพบสิ่งที่ไม่คาดคิด: คนให้เป็นทั้งคนที่ประสบความสำเร็จน้อยที่สุด และมากที่สุดในเวลาเดียวกัน!

    ใช่แล้ว คุณไม่ได้อ่านผิด คนให้มีทั้งในกลุ่มล่างสุดและบนสุดของบันไดความสำเร็จ ในขณะที่คนเอาและคนแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่อยู่ตรงกลาง

    ทำไมคนให้ถึงล้มเหลว?

    คนให้บางคนล้มเหลวเพราะ:

    1. ถูกเอาเปรียบ – เหมือนเรื่องของ Peter Audet นักขายประกันที่ใจดีมาก เขาช่วยลูกค้าทำเคลมประกันแม้จะไม่ได้ค่าคอมมิชชั่นเพิ่ม แต่เวลาลูกค้าเหล่านั้นต้องการซื้อประกันใหม่ กลับไปหาตัวแทนคนอื่นที่ให้ราคาถูกกว่า ผลคือ Peter ทำงานหนักแต่ได้เงินน้อย

    2. ไม่รู้จักปฏิเสธ – พวกเขายอมรับงานทุกอย่างที่คนอื่นมอบหมาย จนไม่มีเวลาทำงานสำคัญของตัวเอง

    3. เสียสละตัวเองมากเกินไป – จนไม่เหลือแรงใจและทรัพยากรให้ตัวเองพัฒนา

    แล้วทำไมคนให้บางคนถึงประสบความสำเร็จมากที่สุด?

    คำตอบคือ คนให้ที่ประสบความสำเร็จเป็น “คนให้แบบฉลาด” (Otherish Givers) ไม่ใช่ “คนให้แบบเสียสละ” (Selfless Givers)

    คนให้แบบฉลาดมีคุณสมบัติพิเศษ:

    1. สร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง – เมื่อคุณช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่คาดหวังผลตอบแทน คนเหล่านั้นจะจำคุณไว้ และเมื่อมีโอกาสดีๆ พวกเขาจะนึกถึงคุณก่อนใคร

    2. มีชื่อเสียงที่ดี – คนให้จะมีชื่อเสียงว่าเป็นคนที่เชื่อถือได้ ทำให้ได้โอกาสมากกว่า

    3. เก่งการสื่อสาร – พวกเขาใช้เทคนิค “การสื่อสารแบบไร้อำนาจ” คือแทนที่จะโอ้อวดหรือสั่งการ จะถามคำถามและขอคำแนะนำ ทำให้คนอื่นรู้สึกสำคัญและต้องการช่วยเหลือ

    ตัวอย่างคนให้ที่ประสบความสำเร็จ

    Abraham Lincoln – ประธานาธิบดีผู้ให้อภัย

    Lincoln เป็นตัวอย่างคลาสสิกของคนให้ แม้ว่าคู่แข่งทางการเมืองจะโจมตีเขาอย่างรุนแรง แต่เมื่อเขาได้เป็นประธานาธิบดี กลับแต่งตั้งคู่แข่งเหล่านั้นเข้าไปอยู่ในคณะรัฐมนตรี เขาเชื่อว่าการให้อภัยและการรวมพลังคนเก่งจะทำให้ประเทศเข้มแข็งขึ้น

    Adam Rifkin – ราชาแห่งการเชื่อมต่อ

    Rifkin ถูก Forbes ยกย่องว่าเป็น “คนที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดในซิลิคอนแวลลีย์” ไม่ใช่เพราะเขาร่ำรวย แต่เพราะเขาช่วยเหลือคนอื่นมานาน เขามีหลักการง่ายๆ คือใช้เวลา 5 นาทีต่อวันช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่คาดหวังผลตอบแทน

    ตัวอย่างเช่น เมื่อมีนักศึกษาส่งอีเมลมาขอคำแนะนำ เขาจะตอบทุกฉบับ หรือเมื่อเพื่อนต้องการหางาน เขาจะแนะนำให้โดยไม่หวังค่าตอบแทน เวลาผ่านไป คนที่เขาเคยช่วยเหลือกลายเป็น CEO, นักลงทุน และผู้บริหารระดับสูง พวกเขาจึงส่งโอกาสดีๆ กลับมาให้เขาอย่างต่อเนื่อง

    ข้าราชการไฟฟ้าฟ้าผ่า

    ในภาครัฐที่โครงสร้างราชการค่อนข้างแข็ง มีข้าราชการคนหนึ่งที่ถูกโยกย้ายไปทำงานต่างจังหวัด เธอกังวลเรื่องการปรับตัว แต่แทนที่จะเอาแต่ใจ เธอกลับอาสาช่วยเหลืองานต่างๆ ที่เพื่อนร่วมงานใหม่ต้องการ

    ไม่นาน เธอได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าแผนก แม้จะอายุน้อยกว่าคนอื่น เพราะทุกคนเห็นถึงการทุ่มเทและความเอาใจใส่ของเธอ เธอไม่ได้เรียกร้องตำแหน่ง แต่ตำแหน่งกลับมาหาเธอเอง

    เทคนิคการเป็น “ผู้ให้แบบฉลาด”

    1. กฎ 5 นาที

    เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการใช้เวลา 5 นาทีต่อวันช่วยเหลือคนอื่น อาจเป็นการตอบคำถามในกลุ่มไลน์ออฟฟิศ การแนะนำคนให้รู้จักกัน หรือการแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

    2. การสื่อสารแบบไร้อำนาจ

    แทนที่จะพูดแบบ “ผมคิดว่า…” ลองเปลี่ยนเป็น “คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?” หรือ “ผมอยากขอคำแนะนำครับ” การให้อำนาจแก่คนอื่นในการสนทนาจะทำให้พวกเขารู้สึกสำคัญและต้องการช่วยเหลือเรา

    ตัวอย่าง: ผู้หญิงคนหนึ่งในบริษัท Fortune 500 ต้องย้ายไปทำงานเมืองอื่น และกำลังจะเลิกเรียน MBA แต่เธอไปขอคำแนะนำจากหัวหน้าแผนกแทน ผลคือ บริษัทจัดให้เธอเรียนต่อแบบออนไลน์ได้

    3. การให้แบบมีกลยุทธ์

    ไม่ใช่ให้ทุกคนทุกอย่าง แต่เลือกให้คนที่:

    • มีการตอบสนองที่ดี
    • ไม่เอาเปรียบความดีของเรา
    • มีศักยภาพที่จะเติบโต

    4. การป้องกันการหมดไฟ

    ความจริงแล้ว คนให้ไม่หมดไฟเพราะให้มากเกินไป แต่หมดไฟเพราะ ให้แล้วไม่เห็นผลลัพธ์ ดังนั้นให้เลือกช่วยในเรื่องที่เราเก่งจริง และติดตามผลว่าการช่วยเหลือของเรามีประโยชน์หรือไม่

    5. หากฎ 100 ชั่วโมง

    การวิจัยพบว่า การอาสาสมัคร 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (ประมาณ 100 ชั่วโมงต่อปี) จะเพิ่มความสุขในชีวิต แต่ถ้าทำเกิน 100 ชั่วโมงต่อปี กลับจะลดความสุข

    อุปสรรคที่คนให้ต้องเจอ และวิธีแก้ไข

    ปัญหา: ถูก Taker เอาเปรียบ

    วิธีแก้: เรียนรู้วิธีการรับมือ Taker

    • สังเกตว่าเขาปฏิบัติกับคนที่มีอำนาจน้อยกว่าอย่างไร
    • ดูว่าเขาใช้คำสรรพนามแบบไหน คนเอามักใช้ “ฉัน” “ผม” มากกว่า “เรา” “พวกเรา”
    • สังเกตการแสดงออกทางสีหน้า คนเอามักจะแสดงอารมณ์ปลอม

    ปัญหา: ไม่รู้จักปฏิเสธ

    วิธีแก้: เรียนรู้การตั้งขอบเขต

    • กำหนดเวลาที่จะช่วยเหลือคนอื่นให้ชัดเจน เช่น วันจันทร์-พุธ เท่านั้น
    • บอกว่า “ช่วงนี้งานเยอะ ไว้สัปดาหน์หน้าคุยกันใหม่นะ”
    • เสนอทางเลือกอื่น เช่น “ผมช่วยไม่ได้ แต่คุณลองถามคุณ A ดูนะ”

    ปัญหา: รู้สึกว่าไม่ได้ผลตอบแทน

    วิธีแก้: มองให้เห็นผลในระยะยาว

    • เก็บบันทึกการช่วยเหลือและผลลัพธ์
    • เชื่อมต่อกับคนที่เคยช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอ
    • อย่าคาดหวังผลตอบแทนทันที

    การสร้างวัฒนธรรม “การให้” ในองค์กร

    สำหรับผู้บริหาร มีหลายวิธีในการส่งเสริมให้คนในองค์กรเป็นคนให้:

    1. ระบบการให้รางวัล

    ไม่ใช่แค่ยกย่องคนที่ทำผลงานเด่นเท่านั้น แต่ยกย่องคนที่ช่วยเหลือคนอื่นด้วย เช่น รางวัล “Helping Hand of the Month”

    2. การสร้างแพลตฟอร์มแชร์ความรู้

    สร้างระบบที่คนสามารถขอความช่วยเหลือและให้ความช่วยเหลือได้ง่าย เช่น Slack channel สำหรับถาม-ตอบ

    3. โปรแกรม Mentoring

    จับคู่คนเก่ากับคนใหม่ ให้คนเก่าได้ถ่ายทอดความรู้และได้ความสุขจากการช่วยเหลือ

    บทเรียนสำคัญ

    การเป็นผู้ให้ในโลกปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ ตัวอย่างจากโซเชียลมีเดียที่เราเห็นกัน:

    ผู้ให้: ครีเอเตอร์ที่แชร์ความรู้ฟรีๆ สอนทักษะต่างๆ โดยไม่คิดเงิน ในระยะยาวพวกเขาสร้าง personal brand ที่แข็งแกร่ง มีผู้ติดตามที่ภักดี และมีโอกาสทำเงินจากการให้คำปรึกษา หรือขายคอร์สออนไลน์

    คนเอา: ครีเอเตอร์ที่คิดแต่จะหาเงิน โฆษณาเยอะ เก็บเนื้อหาดีๆ ไว้ขาย ผู้ติดตามมักจะหนีไป เพราะรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ

    ความแตกต่างชัดเจนมาก คนให้สร้างความเชื่อใจก่อน ความสำเร็จตามมาทีหลัง คนเอาต้องการความสำเร็จทันที แต่กลับไม่มีรากฐานที่มั่นคง

    การให้คือการลงทุนระยะยาว

    หนังสือ “Give and Take” ไม่ได้สอนให้เราเป็นคนใจดีแบบโง่เขลา แต่สอนให้เราเป็น “คนให้แบบฉลาด” ที่รู้จักช่วยเหลือผู้อื่นอย่างมีกลยุทธ์

    การให้ไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอ แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของตัวเอง เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คนที่มีเครือข่ายแข็งแกร่งและชื่อเสียงดี จะยืนหยัดได้นานกว่าคนที่มีแค่ความสามารถเพียงอย่างเดียว

    ดังที่ Adam Grant กล่าวไว้: “การสำเร็จไม่ได้มาจากการปีนบันไดให้เร็วที่สุด แต่มาจากการช่วยให้คนอื่นปีนขึ้นไปด้วยกัน”

    เริ่มต้นง่ายๆ วันนี้ ใช้เวลา 5 นาทีช่วยเหลือคนรอบตัว ไม่ต้องคาดหวังผลตอบแทน แค่นั้นเอง คุณอาจจะประหลาดใจว่า ในระยะยาว การช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดประตูแห่งความสำเร็จให้กับคุณได้อย่างไร

    จำไว้ว่า: ในโลกที่เต็มไปด้วยคนเอา คนให้ที่ฉลาดจะโดดเด่นและประสบความสำเร็จกว่าใครๆ เพราะความหายากของความดีในโลกนี้ ทำให้คนดีมีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ

    #hrรีพอร์ต

  • ลองนึกภาพดูว่า ถ้าชีวิตเป็นเกม คุณจะเล่นแบบไหน? เล่นเพื่อชนะ หรือเล่นเพื่อให้เกมดำเนินต่อไป?

    Simon Sinek ผู้เขียนหนังสือ “The Infinite Game” ได้ตั้งคำถามนี้ขึ้นมา และทำให้เราได้มองโลกในมุมใหม่ที่น่าสนใจมาก ผ่านแนวคิดเรื่อง “เกมจำกัด” และ “เกมไม่จำกัด” ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของเราไปตลกดกาล

    เกมสองแบบ

    เมื่อหลายปีก่อน มีบริษัทเทคโนโลยีใหญ่สองแห่งที่มีวิธีการแข่งขันแตกต่างกันมาก

    บริษัทแรกมุ่งเน้นการทำลายคู่แข่ง พยายามชนะทุกการแข่งขัน และวัดความสำเร็จจากยอดขายในแต่ละไตรมาส พนักงานถูกกดดันให้ทำผลงานระยะสั้น บรรยากาศในบริษัทเต็มไปด้วยความกลัว เพราะใครที่ทำผลงานไม่ดีจะถูกไล่ออก

    บริษัทที่สองกลับคิดต่าง พวกเขามีเป้าหมายใหญ่คือ “ทำให้โลกเป็นที่ดีกว่าเดิม” แทนที่จะมุ่งทำลายคู่แข่ง พวกเขากลับมองคู่แข่งเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเอง พนักงานได้รับการสนับสนุนให้ทดลอง ล้มเหลว และเรียนรู้ บริษัทนี้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

    อะไรคือความแตกต่าง? บริษัทแรกเล่น “เกมจำกัด” ส่วนบริษัทที่สองเล่น “เกมไม่จำกัด”

    เกมที่จบ vs เกมที่ไม่มีวันจบ

    เกมที่จบ (Finite Game) เหมือนการแข่งฟุตบอล มีกฎที่ชัดเจน 90 นาที มีผู้ชนะและผู้แพ้ เมื่อเวลาหมด เกมจบ ทุกคนรู้ว่าใครชนะ

    ตัวอย่างของเกมที่จบ:

    • การสอบเข้ามหาวิทยาลัย (มีวันสอบที่แน่นอน มีคนสอบผ่านและตก)
    • การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก (มีวันเริ่ม-จบ มีเหรียญทอง ทองแดง)
    • การเลือกตั้ง (มีวันเลือกตั้ง มีผู้ชนะและผู้แพ้)

    เกมไม่จำกัด (Infinite Game) เหมือนการเลี้ยงดูลูก ไม่มีจุดจบที่แน่นอน ไม่มีผู้ชนะผู้แพ้ เป้าหมายคือทำให้ “เกม” ดำเนินต่อไป

    ตัวอย่างของเกมที่ไม่มีวันจบ:

    • การดำเนินธุรกิจ (ไม่มีวันจบที่แน่นอน เป้าหมายคือดำรงอยู่และเติบโตต่อไป)
    • การเลี้ยงลูก (เป้าหมายคือให้ลูกเติบโตเป็นคนดี ไม่ใช่ “ชนะ” ลูค)
    • การศึกษา (เรียนเพื่อความรู้ ไม่ใช่เพื่อจบการศึกษาแล้วหยุด)
    • การแต่งงาน (เป้าหมายคือมีความสุขร่วมกันไปตลอดชีวิต)

    เอากฎเกมที่จบมาใช้กับเกมที่ไม่มีวันจบ

    Sinek เล่าเรื่องของบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ที่เคยเป็นผู้นำตลาดมายาวนาน แต่เมื่อเจอวิกฤต พวกเขาตัดสินใจไล่พนักงานออกหลักหมื่นคน เพื่อรักษาผลกำไรระยะสั้น

    ในขณะเดียวกัน มีบริษัทรถยนต์อีกแห่งที่เจอปัญหาเดียวกัน แต่พวกเขาเลือกที่จะลดเงินเดือนผู้บริหาร ใช้เงินสำรองช่วยเหลือพนักงาน และใช้ช่วงนี้เป็นโอกาสในการพัฒนาทักษะให้พนักงาน

    ผลลัพธ์? บริษัทแรกแม้จะรอดพ้นวิกฤตได้ แต่สูญเสียความไว้วางใจจากพนักงาน ส่วนบริษัทที่สองกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม เพราะพนักงานรู้สึกว่าบริษัทห่วงใยพวกเขาจริงๆ

    นี่คือตัวอย่างของการใช้ “ความคิดแบบเกมจำกัด” กับสถานการณ์ที่เป็น “เกมไม่จำกัด”

    5 เสาหลักของ Infinite Mindset

    1. Just Cause – เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่ไม่มีวันจบ

    Walt Disney ไม่ได้แค่สร้างหนังการ์ตูน แต่เขามีเป้าหมายใหญ่คือ “สร้างความสุขให้ผู้คน” เป้าหมายนี้ไม่มีวันจบ ไม่มีวันที่เราจะพูดได้ว่า “เอาล่ะ เราสร้างความสุขให้คนเพียงพอแล้ว”

    Steve Jobs ของ Apple ก็เช่นกัน เขาไม่ได้แค่ขายคอมพิวเตอร์ แต่เขามีเป้าหมายที่จะ “ทำให้เทคโนโลยีใช้งานง่ายและสวยงามสำหรับทุกคน” นี่คือเหตุผลที่ Apple ยังคงสร้างสรรค์และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

    Just Cause ที่ดีต้อง:

    • ใหญ่กว่าตัวเราและองค์กรเรา
    • เป็นสิ่งที่ทำให้คนอยากมีส่วนร่วม
    • ไม่มีวันจบสิ้น
    • เป็นประโยชน์ต่อสังคม

    2. Trusting Teams – ทีมที่ไว้ใจกัน

    ลองนึกภาพทีมงานที่ทุกคนกลัวจะทำผิด กลัวจะถูกตำหนิ กลัวจะแสดงความคิดเห็น ทีมแบบนี้จะทำงานได้ดีไหม?

    ตรงข้ามกับทีมที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย กล้าพูดความจริง กล้าทดลองสิ่งใหม่ๆ กล้าล้มเหลวแล้วลุกขึ้นมาใหม่ ทีมแบบไหนจะสร้างสรรค์และประสบความสำเร็จมากกว่า?

    Google มีนโยบาย “20% time” ที่ให้พนักงานใช้เวลา 20% ทำโปรเจ็กต์ส่วนตัวที่สนใจ แม้มันจะล้มเหลวก็ไม่เป็นไร Gmail, Google News และ AdSense เกิดขึ้นจากนโยบายนี้

    การสร้าง Trusting Teams ต้อง:

    • สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
    • ยอมรับความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
    • เปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง
    • สนับสนุนการทดลองและการสร้างสรรค์

    3. Worthy Rival – คู่แข่งที่น่าเคารพ

    ในกีฬา Rafael Nadal และ Roger Federer เป็นคู่แข่งกันมายาวนาน แต่พวกเขาเคารพซึ่งกันและกัน การที่มี Nadal ทำให้ Federer เล่นได้ดีขึ้น และในทางกลับกัน

    ในโลกธุรกิจ McDonald’s และ Burger King แข่งขันกันแต่ก็ช่วยกันพัฒนาอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ด Apple และ Samsung แม้จะเป็นคู่แข่ง แต่ก็ผลักดันให้เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนพัฒนาไปข้างหน้า

    คู่แข่งที่ดีไม่ใช่ศัตรูที่ต้องกำจัด แต่เป็น:

    • แรงบันดาลใจให้เราพัฒนาตัวเอง
    • กระจกที่ส่องให้เห็นจุดอ่อนของเรา
    • เป้าหมายที่ทำให้เรามีแรงจูงใจพัฒนา

    4. Existential Flexibility – ความยืดหยุ่นในการดำรงอยู่

    Netflix เริ่มต้นเป็นบริษัทให้เช่า DVD ทางไปรษณีย์ แต่เมื่อเทคโนโลยี streaming เข้ามา พวกเขากล้าทิ้งธุรกิจเดิมที่ยังทำกำไรได้ เพื่อก้าวไปสู่อนาคต วันนี้ Netflix เป็นผู้นำ streaming ทั่วโลก

    Amazon เริ่มขายหนังสือออนไลน์ แต่วันนี้พวกเขาขายทุกอย่าง มีบริการ cloud computing และแม้แต่ผลิตซีรีส์

    Nokia เคยเป็นผู้นำมือถือ แต่เมื่อ smartphone เข้ามา พวกเขาไม่ยอมเปลี่ยน ผลคือถูกแซงหน้าจนตกออกจากตลาด

    Existential Flexibility หมายถึง:

    • กล้าเปลี่ยนแปลงวิธีการเมื่อจำเป็น
    • ยึดติดกับเป้าหมายใหญ่ แต่ยืดหยุ่นในวิธีการ
    • มองอนาคตและเตรียมความพร้อม
    • ไม่หลงใหลกับความสำเร็จในอดีต

    5. Courage to Lead – ความกล้าในการเป็นผู้นำ

    ปี 2008 เมื่อโลกเจอวิกฤตการเงิน Southwest Airlines ตัดสินใจไม่ไล่พนักงานออก แม้จะสูญเสียกำไร ผู้บริหารลดเงินเดือนตัวเอง แต่รักษาพนักงานไว้ครบ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว Southwest กลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม เพราะมีทีมงานที่ซื่อสัตย์

    ความกล้าในการเป็นผู้นำ ต้อง:

    • กล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะไม่ได้รับความนิยม
    • กล้าเสียสละในระยะสั้นเพื่อประโยชน์ระยะยาว
    • กล้าตัดสินใจที่ยาก
    • ใส่ใจคนมากกว่าผลกำไร

    ตัวอย่าง

    ในครอบครัว

    พ่อแม่ที่คิดแบบ Finite จะเลี้ยงลูกเพื่อ “ชนะ” ลูกคนอื่น ให้ลูกเรียนพิเศษเยอะๆ เพื่อได้เกรดดี แข่งขันกับเพื่อน

    พ่อแม่ที่คิดแบบ Infinite จะเลี้ยงลูกเพื่อให้ลูกเติบโตเป็นคนดี มีความสุข และเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตข้างหน้า แม้จะต้องเสียเวลาและความอดทนมากกว่า

    ในการศึกษา

    นักเรียนที่คิดแบบ Finite เรียนเพื่อสอบผ่าน เอาคะแนนดี เมื่อสอบเสร็จก็ลืมไปหมด

    นักเรียนที่คิดแบบ Infinite เรียนเพื่อความรู้ เพื่อพัฒนาตัวเอง การเรียนไม่จบเมื่อจบการศึกษา แต่เรียนรู้ตลอดชีวิต

    ในการทำงาน

    พนักงานที่คิดแบบ Finite ทำงานเพื่อเงินเดือน เพื่อตำแหน่ง เพื่อชนะเพื่อนร่วมงาน

    พนักงานที่คิดแบบ Infinite ทำงานเพื่อพัฒนาตัวเอง เพื่อสร้างคุณค่าให้องค์กร เพื่อเป้าหมายใหญ่ที่ตัวเองเชื่อมั่น

    อุปสรรคในการเปลี่ยนมุมมอง

    1. แรงกดดันจากสังคม

    สังคมเราให้รางวัลคนที่ “ชนะ” การแข่งขัน คะแนนสอบสูง เงินเดือนเยอะ ตำแหน่งสูง การเปลี่ยนไปคิดแบบ Infinite ต้องใช้ความกล้าไปขัดกระแส

    2. ความไม่แน่นอน

    เกม Finite มีเป้าหมายชัดเจน วัดผลได้ง่าย ส่วนเกม Infinite ต้องอาศัยความอดทนและศรัทธาในระยะยาว

    3. การเปลี่ยนแปลงนิสัย

    คนเรามักติดกับวิธีคิดเดิม การเปลี่ยนไปคิดแบบ Infinite ต้องใช้เวลาและการฝึกฝน

    จุดเริ่มต้น

    สำหรับตัวเรา

    1. หา Just Cause ของตัวเอง – เราอยากทำอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเรา?
    2. มองคู่แข่งเป็นแรงบันดาลใจ – เขาทำอะไรดีที่เราเรียนรู้ได้?
    3. พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง – ไม่หยุดเรียนรู้
    4. สร้างความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจได้

    สำหรับองค์กร

    1. กำหนดเป้าหมายใหญ่ที่ทุกคนเชื่อมั่น
    2. สร้างวัฒนธรรมที่ปลอดภัยสำหรับการทดลอง
    3. ลงทุนกับคนระยะยาว ไม่ใช่แค่ผลกำไรระยะสั้น
    4. เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง

    สรุป

    หนังสือ “The Infinite Game” ไม่ได้สอนเราให้เลิกแข่งขัน แต่สอนให้เราเข้าใจว่าการแข่งขันที่แท้จริงคือการแข่งขันกับตัวเราเมื่อวาน

    เมื่อเราเปลี่ยนมาคิดแบบ Infinite Mindset เราจะพบว่า:

    • เราได้รับความสุขจากกระบวนการ ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์
    • เราพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
    • เราสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน
    • เราสร้างคุณค่าให้สังคมในระยะยาว

    Simon Sinek ปิดท้ายหนังสือด้วยข้อความที่น่าคิด: “ในเกมจำกัด เราเล่นเพื่อชนะ ในเกมไม่จำกัด เราเล่นเพื่อให้เกมดำเนินต่อไป”

    ชีวิตเรา ครอบครัวเรา งานของเรา สังคมของเรา ล้วนเป็น “เกมไม่จำกัด” ทั้งสิ้น คำถามคือ เราจะเล่นเกมนี้อย่างไร?

    เมื่อเราเข้าใจและนำหลักการนี้ไปใช้ เราจะพบว่าชีวิตมีความหมายมากขึ้น เราไม่ได้เพียงแค่ “รอดชีวิต” หรือ “ชนะ” ในแต่ละวัน แต่เราได้ “เติบโต” และ “สร้างคุณค่า” ไปพร้อมๆ กับการใช้ชีวิต

    และนั่นคือ เกมที่ไม่มีวันจบ ที่เราทุกคนได้เป็นผู้เล่น

    #hrรีพอร์ต